ระเบียบวิธีวิจัยทางสังคมศาสตร์

0

เขียนโดย SD01525 | 30 พฤษภาคม 2555

บทที่  7

การเขียนข้อเสนอโครงการวิจัย

 

ข้อเสนอโครงการวิจัยเบื้องต้นและข้อเสนอโครงการเต็มรูป

ข้อเสนอโครงการวิจัยเขียนได้  2  รูปแบบ

                1. ข้อเสนอโครงการวิจัยเบื้องต้น  ควรมีความยาวประมาณ 2 – 5 หน้า โดยผู้เขียนข้อเสนอโครงการจะชี้ประเด็นที่สำคัญที่จะศึกษาและวิธีการศึกษาอย่าง ย่อๆ

          2. ข้อเสนอโครงการเต็มรูป ความยาวไม่ควรต่ำกว่า  20 หน้า ให้เขียนรายละเอียดทุกอย่างที่อยู่ใน pre-proposal พร้อมเพิ่มเติมบางรายการ และต้องเขียนวิธีการศึกษาให้ละเอียดที่สุด

               

กรอบแนวคิด

(conceptual framework)

กำหนดปัญหา

(problem identification)

การทบทวนเอกสาร

(literature review)

วิธีการศึกษา

(method and procedures)

วัตถุประสงค์

(objectives)

ความเชื่อมโยงของส่วนประกอบสำคัญในข้อเสนอโครงการวิจัย


จาก Ethridge ยังมีข้อเสนอแนะแก่ผู้วิจัยว่า ในกรณีการเขียนข้อเสนอแนะโครงการวิจัยแต่

ละครั้ง ผู้วิจัยควรตระหนักถึงประเด็นต่าง ๆ ดังนี้

                1. ผู้วิจัยมีความสนใจกับปัญหาที่จะทำหรือไม่

                2. มีความขาดแคลนองค์ความรู้เกี่ยวกับปัญหาที่จะทำวิจัยนั้น ๆ จริงหรือไม่

                3. ผู้วิจัยตระหนักถึงความต้องการของคนอื่น ๆ ที่มีต่อโครงการวิจัยนั้น ๆ หรือไม่

                4. วัตถุประสงค์ของการวิจัยเหมาะสมกับปัญหาของการวิจัย และมีความเฉพาะเจาะจงเพียงพอหรือไม่

                5. ผู้วิจัยมีทรัพยากร(ความรู้ อุปกรณ์ สิ่งอำนวยความสะดวก และเงินทุนเพียงพอสำหรับทำโครงการนั้น ๆ หรือไม่)

                6. โครงการวิจัยมีข้อจำกัดทั้งภายในและภายนอกอะไรหรือไม่ อย่างไร

                7. คุณค่าที่ได้รับจากโครงการวิจัยมากกว่าต้นทุนที่เสียไปหรือไม่

                8. ผลของการวิจัยสามารถนำไปใช้ได้อย่างกว้างขวางหรือไม่

 

ประเด็นที่ควรมีในโครงการวิจัย

  1. กล่าวถึงปัญหาในการวิจัย
  2. ชี้ให้เห็นความสำคัญของปัญหา
  3. แสดงนิยาม ข้อสมมติ และข้อจำกัดให้ชัดเจน
  4. ทบทวนวรรณกรรม หรือจัดทำวรรณกรรมปริทัศน์
  5. ชี้ให้เห็นสมมติฐานที่ตั้งขึ้น
  6. แสดงวิธีการที่ใช้ในการศึกษา
  7. แสดงแผนการดำเนินงาน หรือระยะเวลาในการทำงานแต่ละขั้นตอน

 

ความสอดคล้องระหว่างชื่อเรื่อง วัตถุประสงค์และวิธีการศึกษา

                ก่อนลงมือเขียนวัตถุประสงค์และวิธีการศึกษา ผู้วิจัยต้องพิจารณาก่อนว่าชื่อเรื่อง หรือชื่อโครงการที่จะทำวิจัยนั้นสื่อความได้ดีหรือยัง ซึ่งหมายถึงเมื่ออ่านชื่อโครงการวิจัยแล้วผู้อ่านสามารถทราบได้ทันทีว่าผู้วิจัยจะทำอะไรในโครงการนั้น และเรื่องที่จะทำวิจัยนั้นก็แปลงมาจากวัตถุประสงค์ของการวิจัย  อาจเป็นข้อเดียวหรือพรรณนา ความหลายข้อ

 


การตรวจสอบความสมบูรณ์ของข้อเสนอโครงการวิจัย

                ข้อเสนอโครงการวิจัยนั้น ต้องเป็นข้อเสนอวิจัยที่ดี มีความครบถ้วนสมบูรณ์ตามที่ควรจะเป็น เพื่อตรวจสอบความครบถ้วนสมบูรณ์ของข้อเสนอโครงการวิจัย ต้องตรวจสอบอีกครั้ง หลังจากเขียนร่างครั้งแรกเสร็จแล้ว เพื่อให้แน่ใจว่าข้อเสนอโครงการที่เขียนนั้นครบถ้วนสมบูรณ์ โดยประเด็นที่จะตรวจสอบ ดังนี้

  1. หัวข้อชัดเจนและกะทัดรัด
  2. ปัญหาในการวิจัยได้ถูกกล่าวไว้อย่างชัดเจน
  3. ข้อจำกัดในการวิจัยได้ถูกกล่าวไว้อย่างชัดเจน
  4. ข้อสมมติในการวิจัยได้ถูกกล่าวไว้อย่างชัดเจน
  5. ข้อสมมติที่ตั้งขึ้นมีเหตุผลสนับสนุน
  6. คำสำคัญต่าง ๆ ได้ถูกนิยามไว้อย่างดี
  7. ประเด็นที่จะศึกษาได้ถูกกล่าวไว้อย่างชัดเจน
  8. สมมุติฐานหรือคำถามในการวิจัยได้ถูกกล่าวไว้อย่างชัดเจน
  9. สมมุติฐานหรือคำถามในการวิจัยสามารถทดสอบหรือหาคำตอบได้
  10. ความสัมพันธ์ ความเหมือน หรือความแตกต่าง ระหว่างวิจัยชิ้นนี้ กับงานวิจัยที่เคยทำกันมา ได้กล่าวไว้อย่างชัดเจน
  11. วรรณกรรมปริทัศน์ได้ถูกสรุปไว้อย่างดี
  12. วิธีการศึกษาได้ถูกกล่าวไว้อย่างละเอียด
  13. วิธีการศึกษาที่ใช้นั้นเหมาะสมสำหรับการหาคำตอบ
  14. ประชากรและตัวอย่างได้เขียนไว้อย่างชัดเจน
  15. วิธีการคัดเลือกตัวอย่างที่ใช้มีความเหมาะสม
  16. วิธีการเก็บข้อมูลได้กล่าวถึงอย่างละเอียด
  17. วิธีการเก็บข้อมูลเหมาะสมกับคำตอบที่ต้องการ
  18. วิธีการที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลมีความเหมาะสม
  19. การเขียนเครื่องหมายวรรคตอนทำได้อย่างถูกต้อง
  20. มีการตรวจสอบคำผิดและหลักไวยากรแล้ว
  21. ข้อความที่เขียนมีความยุติธรรม ไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือมีอคติ
  22. มีการใช้ตารางและรูปภาพอย่างมีประสิทธิภาพ


จุดอ่อนของข้อเสนอโครงการวิจัยที่เสนอขอรับเงินทุนวิจัย

                การเขียนข้อเสนอโครงการวิจัยต้อง ทำให้ผู้อ่านมองเห็นภาพชัดเจนว่า จะเป็นอย่างไร สรุปได้ดังนี้

                1. เขียนประเด็นชัดเจน และตอบปัญหาในการเขียนข้อเสนอโครงการวิจัยคือ why  what  how

                2. พยายามชี้ชวนให้ผู้อ่านโดยเฉพาะแหล่งที่ให้การสนับสนุนทางเงินทุน เห็นความสำคัญของเรื่องหรือปัญหาที่จะทำวิจัย

                3. เขียนรายละเอียดให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดนเฉพาะในส่วนของวิธีการศึกษา หรือดำเนินการวิจัย เพื่อให้ผู้อ่านทราบว่าเราจะทำอย่างไรจึงจะหาคำตอบได้

                4. แสดงแผนการและขั้นตอนการดำเนินงานให้ชัดเจน และสอดคล้องกับความเป็นไปได้ของโครงการในแง่ บุคลากร งบประมาณ และระยะเวลาของการทำวิจัย

                5. เนื้อความที่เขียนควรจะราบรื่น ต่อเนื่อง และกลมกลืน ตลอด (วิธีช่วยคือ อ่านทบทวนหลาย ๆ ครั้ง แล้วแก้ไข/ปรับปรุง)

 

บทที่  8

การเก็บรวบรวมข้อมูล

 

ประเภทของข้อมูล

                ข้อมูลที่จะเก็บมีคุณสมบัติดังนี้

                1. สอดคล้องกับวัตถุประสงค์  กรอบแนวคิด สมมุติฐาน เครื่องมือ หรือวิธีการที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล

                2. มีความถูกต้อง

                3. มีความน่าเชื่อถือ

ฉะนั้นก่อนลงมือเก็บข้อมูล ผู้วิจัยจะต้อง

                1. ทบทวนวัตถุประสงค์   วิธีการศึกษา  และสมมุติฐานของงานวิจัยว่างานวิจัยดังกล่าวมีตัวแปรอะไรบ้าง ข้อมูลที่จะใช้เป็นประเภทใด แหล่งข้อมูลอยู่ที่ไหน จะหามาได้อย่างไร

                2. กรณีที่เป็นข้อมูลปฐมภูมิ จะหามาโดยวิธีใด เช่น การใช้แบบสอบถาม การใช้แบบทดสอบ การสัมภาษณ์ การสังเกต หรือการทดลอง ประชากรเป้าหมายมีมากน้อยเพียงใด กรอบการเลือกตัวอย่างเป็นอย่างไร

                3. กรณีที่เป็นทุติยภูมิ ก็ต้องทราบว่าแหล่งข้อมูลสำหรับตัวแปรนั้น ๆ อยู่ที่ไหน มีกี่แห่ง สมควรจะได้แห่งใดก่อนหลัง และแหล่งใดเป็นแหล่งโดยตรงของข้อมูลนั้น

                4. กรณีที่ตัวแปรหนึ่ง ๆ สามารถใช้ข้อมูลหรือตัวเลขที่แสดงถึงตัวแปรนั้นได้มากกว่า 1 ตัว ผู้วิจัยต้องพิจารณาว่าควรใช้ข้อมูลตัวใดจึงจะดีที่สุด ทั้งในแง่ของความถูกต้อง  ความสะดวก หรือความสมบูรณ์ของข้อมูล

 

มาตราวัดระดับของข้อมูล

                เมื่อมีการวิจัย ใด ๆ ก็ตามก่อนลงมือเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยต้องทราบแน่นอนแล้วว่าข้อมูลที่ต้องใช้ในงานวิจัยนั้นมีอะไรบ้าง และจะเก็บรวบรวมมาจากไหน ด้วยวิธีการอะไรมาตราวัดระดับของข้อมูลมี 4 ระดับ

                1. ข้อมูลในมาตรวัดนามบัญญัติ ข้อมูลที่อยู่ในระดับนี้จะเป็นข้อมูลในระดับต่ำสุดที่มีข้อจำกัดทางด้านการใช้เครื่องมือทางสถิติมากที่สุด เป็นข้อมูลที่แยกออกเป็นกลุ่ม ไ ได้ และคุณสมบัติของข้อมูลในแต่ละกลุ่มต่างกันอย่างเด็ดขาด ไม่อาจมาบวกหรือลบกันได้ เช่น เพศ ศาสนา สีผิว

                2. ข้อมูลในมาตรวัดอันดับ เป็นข้อมูลที่ไม่เพียงแต่แบ่งออกเป็นกลุ่มได้ แต่ยังสามารถบอกลำดับของข้อมูลนั้น ๆ ได้ด้วย

                3. ข้อมูลในมาตรวัดอันตราภาค หรือข้อมูลที่สามารถทำเป็นช่วงต่อเนื่องกันได้เป็นข้อมูลที่บอกระยะความห่างซึ่งกันและกันด้วยช่วงที่เท่ากัน คือสามารถกำหนดช่วงความห่างของความแตกต่างได้แน่นอน สามารถบอกหรือลบด้วยค่าคงที่ได้โดยไม่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงในอันดับ หรือขนาดของความแตกต่าง

                4. ข้อมูลในมาตรวัดอัตราส่วน เป็นข้อมูลที่มีทั้งระดับ 3 ระดับรวมกัน ยังมีคุณสมบัติเพิ่มเติมคือ มีจุดเริ่มต้นหรือมีศูนย์ที่แท้จริง และเป็นข้อมูลที่สามารถชั่งตวงได้ เช่น  นน.  ส่วนสูง

 

การเก็บรวมรวมข้อมูลทุติยภูมิ

                ผู้วิจัยต้องออกไปหาข้อมูลจากแหล่งของเจ้าของข้อมูลโดยตรง หรือแหล่งรวบรวมข้อมูลเหล่านั้น  ต้องแน่ใจว่าข้อมูลที่มีอยู่นั้นเพียงพอต่อการวิเคราะห์ และมีการปรับ ข้อมูลเพื่อให้ถูกต้อง สอดคล้อง และเหมาะสมกับการวิเคราะห์ข้อมูล

 

การเก็บรวบรวมข้อมูลปฐมภูมิและการเลือกตัวอย่าง

                1. หลักการในการเลือกตัวอย่าง

                2. ประชากรเป้าหมายและกรอบการเลือกตัวอย่าง

                3. การเลือกตัวอย่างโดยคำนึงถึงความน่าจะเป็น

                4. การเลือกตัวอย่างโดยไม่คำนึงถึงความน่าจะเป็น

                5. การกำหนดจำนวนตัวอย่าง

 

เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล

 

ข้อได้เปรียบของการใช้แบบสอบถาม

ข้อเสียเปรียบของการใช้แบบสอบถาม

1.สามารถใช้ได้หลายวิธี

1. ปัญหาในการออกแบบสอบถาม

2.สามารถครอบคลุมกลุ่มคนหรือองค์กรจำนวนมากได้

2. คำถามต้องง่ายต่อการตอบ

3. ครอบคลุมพื้นที่ภูมิศาสตร์อย่างกว้างขวาง

3. อัตราการตอบกลับมักต่ำ

4. ค่าใช้จ่ายค่อนข้างถูก

4. ใช้เวลามากระหว่างรอการตอบกลับ

5. อาจไม่จำเป็นต้องมีการเตรียมการล่วงหน้า

5. คนที่จะตอบต้องสามารถอ่านออกเขียนได้

6. คนตอบอาจไม่รู้สึกลำบากใจในการตอบ

6. ไม่สามารถควบคุมความสมบูรณ์หรือความครบถ้วนของการตอบ

7. ผู้ตอบสามารถพิจารณาว่าจะตอบหรือไม่ตอบก็ได้

7. ผู้ตอบรู้คำถามแล้วอาจจะไม่ตอบหรือไม่ตอบก็ได้

 

 

ข้อได้เปรียบของการสัมภาษณ์

ข้อเสียเปรียบของการสัมภาษณ์

1. อัตราการตอบกลับสูง

1. ต้องนัดหมายเวลาให้แน่นอน

2. ได้ข้อมูลทันทีและครบถ้วน

2. ใช้เวลามาก

3. สามารถใช้คำถามลึก ๆ ได้

3. ค่าใช้จ่ายสูง

4. ผู้สัมภาษณ์สามารถอธิบายเพิ่มเติมได้หากมีปัญหา

4. มีข้อจำกัดทางด้านภูมิศาสตร์

5. สามารถสำรวจแรงจูงใจหรือความรู้สึกของผู้ตอบได้

5. อาจมีความเอนเอียงได้

6. สามารถประเมินความรู้สึกของผู้ตอบได้

6. คำถามบางข้ออาจทำให้ผู้ตอบอับอายได้

7. สามารถใช้เครื่องบันทึกเสียงได้

7. ต้องมีการฝึกฝนการสัมภาษณ์เป็นอย่างดี

 

 

บทที่  9

การวิเคราะห์และการแปลความหมายข้อมูล

 

การตรวจสอบและการแยกประเภทข้อมูล

งานวิจัยที่ต้องมีการสำรวจข้อมูลภาคสนามหรือใช้ข้อมูลปฐมภูมิ โดยเฉพาะข้อมูลปฐมภูมิที่ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องในการเก็บ เมื่อผู้วิจัยจัดทำแบบสอบถามเสร็จเรียนร้อยแล้ว ผู้วิจัยอาจนำคำถามต่าง ๆ ในแบบสอบถามมาทำเป็นตารางหุ่นเตรียมการไว้ก่อน การกระทำดังกล่าวเป็นการช่วยให้ผู้วิจัยได้ตรวจสอบความสมบูรณ์ของแบบสอบถามอีกทางหนึ่งด้วย

 

เครื่องมือในการวิเคราะห์ข้อมูล

                เครื่องมือทางสถิติที่จะใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลในมาตรวัดต่าง ๆ ผู้วิจัยสามารถเลือกใช้เครื่องมือและวิธีการวิเคราะห์ข้อมูล ให้เหมาะสมกับงานวิจัยที่กำลังดำเนินการอยู่ได้ โดยทั่วไปการวิเคราะห์ข้อมูลสามารถทำได้ใน 2 รูปแบบหลักคือ การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเหตุผล และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงสถิติ

 

การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเหตุผล

                เป็นการวิเคราะห์เชิงพรรณนาอย่างแท้จริงผลส่วนใหญ่อยู่ในลักษณะการบรรยายผู้วิจัยต้องอ่านทฤษฏีให้แตกฉาน การนวิเคราะห์จะต้องเป็นขั้นตอน แสดงความเป็นเหตุผลซึ่งกันและกันมีข้อเท็จจริงสนันสนุนการวิเคราะห์

 

การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงสถิติ

          สถิติที่ใช้แบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ สถิติพรรณนา และสถิติอ้างอิง สถิติพรรณนาเป็นสถิติที่ใช้สรุปหรือบรรยายให้เห็นคุณลักษณะของตัวแปรที่เก็บรวบรวมมาจากประชากรหรือจากกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดโดยเฉพาะ  สถิติอ้างอิง เป็นสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างแล้วสรุปไปยังประชากรเป้าหมายที่ต้องการศึกษา โดยอาศัยทฤษฏีความน่าจะเป็น

เครื่องมือทางสถิติ

                1. การวิเคราะห์เชิงบรรยาย วัตถุประสงค์เพื่อพรรณนา ความเกี่ยวกับข้อมูลชุดที่ใช้

                2. การวิเคราะห์เชิงอ้างอิง ใช้ในการหาข้อสรุปเกี่ยวกับคุณลักษณะของประชากรจากตัวอย่าง

                3. การวิเคราะห์ความแตกต่าง ใช้สำหรับเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของข้อมูลกลุ่มหนึ่งกับค่าเฉลี่ยของข้อมูลอีกกลุ่มหนึ่ง

                4. การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ ใช้สำหรับการพิจารณาความแข็งแกร่งและทิศทางความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร 2 ตัวขึ้นไป

                5. การวิเคราะห์เชิงพยากรณ์ ใช้สำหรับการพยากรณ์เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

คุณชอบเนื้อหาข่าว/บทความมากน้อยเพียงใด
4.0

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความคิดเห็น

  1. โปรดงดเว้นการใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
  2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
  3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
  4. ผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นสามารถร่วมตรวจสอบข้อความที่ไม่เหมาะสมได้ โดยการกดปุ่ม "แจ้งลบ" หรือส่งอีเมลแจ้งมาที่ info@QLF.or.th ซึ่งทีมงานจะทำการตรวจสอบและลบข้อความดังกล่าวโดยเร็วที่สุด
ชื่อ/e-mail ของคุณ
กรุณากรอกรหัสตรวจสอบในช่องว่างให้ถูกต้องตามภาพที่แสดงในภาพ

คลิกเพื่อเปลี่ยนรูปใหม่

กรอกข้อความในรูปภาพที่นี่:  

 
  1. คุณสามารถแสดงความคิดเห็นต่อข่าว/บทความนี้ในครั้งแรกโดยไม่ต้องเข้าสู่ระบบสมาชิก
  2. การแสดงความคิดเห็นครั้งที่ 2 จะต้องเข้าสู่ระบบสมาชิก สสค. หรือเข้าสู่ระบบด้วยบัญชีของเฟสบุ๊กจึงจะทำการแสดงความคิดเห็นได้ และจะมีการโชว์ภาพผู้ใช้ทุกครั้งที่มีการแสดงความคิดเห็น
  3. เพื่อรักษาสิทธิประโยชน์สูงสุดของตัวท่าน กรุณาเข้าสู่ระบบก่อนแสดงความคิดเห็นเพื่อความสะดวกในการติดต่อกลับจาก สสค. ในกรณีที่ท่านได้รับรางวัลหรือสิทธิประโยชน์อื่นๆ

กรุณาเข้าสู่ระบบก่อนแสดงความคิดเห็น

ท่านที่ยังไม่ได้เป็นสมาชิก สสค. โลกแห่งการเรียนรู้ออนไลน์รอคุณอยู่ คลิกที่นี่ เพื่อสมัครสมาชิก สสค.

Web Site Version 2.1.6
ระบบสนับสนุนข่าว