กระบวนการเรียนรู้แบบจิตตปัญญาศึกษา : การศึกษาเพื่อพัฒนาครู

0

เขียนโดย si4884 | 21 มิถุนายน 2559

กระบวนการเรียนรู้แบบจิตตปัญญาศึกษา : การศึกษาเพื่อพัฒนาครู

                                                                                                               

                                                                     สิริรัตน์  นาคิน*

                                                                         

                    “ จิตตปัญญาศึกษานี้ไม่ได้จำกัดอยู่ในสาขาใดสาขาหนึ่ง แต่เป็นการเรียนรู้      ที่จะฝึกฝนใส่ใจอารมณ์ ความรู้สึก คุณค่าตัวตน ...

                                                     "ณัฐฬส  วังวิญญู”

                                                

                     กระบวนการเรียนรู้จิตตปัญญาศึกษา เป็นการศึกษาที่เน้นการฝึกฝนปฏิบัติจนเกิดการเปลี่ยนแปลงด้านในตนเอง หรือที่กระบวนกรเรียกว่า เป็นการเรียนรู้ด้วยใจอย่างใคร่ครวญ ผ่านกิจกรรมการเรียนรู้แบบใหม่ ที่มุ่งพัฒนาด้านในที่ไม่จำกัดเฉพาะศาสนา เช่น การทำงาน  การออกกำลังกาย  งานศิลปะ สุนทรียสนทนา การปลีกวิเวก การปฏิบัติธรรมกรรมฐานและกิจกรรมอื่น ๆ ที่โยงไปสู่การรู้จิตของตัวเอง อันก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐานในตนเองเพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในองค์กรและสังคม  (ประเวศ วะสี. 2550 : 79-80)

                    จิตตปัญญาศึกษาจึงควรเข้าไปสู่หลักสูตรการศึกษาทุกระดับและทุกประเภทของหรือ อยู่ในวิชาการศึกษาทั่วไปที่เน้นการปฏิบัติ และควรเริ่มที่มีศูนย์จิตตปัญญาศึกษาในทุกมหาวิทยาลัยและเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายจิตตปัญญาศึกษาในระดับอุดมศึกษา  หลักสูตรหนึ่งที่น่าสนใจ เป็นการเรียนรู้ด้วยหัวใจที่ใคร่ครวญ (Contemplation Education) เป็นการสร้างความเข้าใจพื้นฐานด้วยกระบวนการเรียนรู้ด้วยใจอย่างใคร่ครวญ ผ่านประสบการณ์ที่เริ่มจากการสร้างมณฑลแห่งการเรียนรู้ การเรียนรู้พื้นที่และการสร้างสัมพันธภาพ การรับฟังอย่างลึกซึ้ง ด้วยกระบวนการเรียนรู้ร่มกันอย่างเป็นกลุ่ม เพื่อให้เห็นว่าความรู้นั้นก่อรูปขึ้นมาในวงสนทนาได้ บรรยากาศแห่งความผ่อนคลาย ความไว้วางใจและมิตรภาพ สอดคล้องกับแนวทางแห่งการเข้าถึงความรู้ของวิทยาศาสตร์กระบวนทัศน์ใหม่ ความเข้าใจเรื่องคลื่นสมอง การทำงานของสมอง ปัญญาสามฐาน ทิศทั้งสี่ ผนวกกับปรัชญาและแนวปฏิบัติของภูมิปัญญาตะวันออก ได้แก่ การเจริญสติภาวนา บ่มเพาะความตื่นรู้ในกาย ทั้งหมดที่ได้กล่าวมรนี้จัดได้ว่าเป็นรูปแบบหนึ่งของจิตตปัญญาศึกษา เพื่อให้เข้าถึงปาฏิหาริย์แห่งการหันหน้าเข้าหากันด้วยความรักความเมตตา

                    การจัดกระบวนการเรียนรู้ตามแนวจิตตปัญญาศึกษา ด้วยการฝึกอบรมด้วย 9 กระบวนการ ได้แก่ การเจริญสติวิปัสสนา การทำงานเชิงอาสาสมัคร จิตตศิลป์ พลังกลุ่ม นพลักษณ์เพื่อการพัฒนาตน สุนทรียสนทนา ชุมชนแห่งการเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลงร่วม วิธีคิดกระบวนระบบ การเผชิญความตายอย่างสงบ และนิเวศภาวนา โดยกิจกรรมเหล่านี้มุ่งเน้นการสร้างกระบวนทัศน์ใหม่ การปลูกฝังความตระหนักรู้ ความรักความเมตตา จิตสำนึกต่อส่วนรวม ตลอดจนการฝึกปฏิบัติพัฒนาจิต เพื่อให้กระบวนกรเกิดปัญญาและนำไปใช้เคลื่อนไหวผลักดันแนวคิดและกระบวนการเรียนรู้แนว           จิตตปัญญาศึกษาในสังคมไทย (ณัฐฬส วังวิญญู. 2552 : 34)

หลักการแรกที่น่าสนใจและเป็นกระบวนการหลักของแนวจิตตปัญญาศึกษาคือ การรับฟังอย่างลึกซึ้ง  (Deep Listening) เพราะสิ่งที่จิตตปัญญาศึกษาสนใจคือ สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดในแง่ของความคุ้นชิน ประสบการณ์ซ้ำ ๆ หรือแปลกใหม่ การดำรงอยู่กับปัจจุบันอย่างแยกแยะ ยังไม่ตัดสินเพื่อที่จะรับรู้ประสบการณ์ตรงอันเป็นผล มาจากเงื่อนไขในปัจจุบันและอดีต ไม่มีใครเป็นอิสระจากเงื่อนไขของอดีต แต่สามารถรับรู้ได้ พื้นที่ในรูปเป็นพื้นที่ของแต่ละคนการศึกษาแบบนี้สนใจพื้นที่ที่มีอารมณ์ความรู้สึก เพราะส่วนมากเราใช้อารมณ์มากกว่าความคิด ด้วยเหตุผลเช่นนี้  จึงได้เสนอหลักสูตรการอบรมไว้ 4 หลักสูตร คือ การเรียนรู้ด้วยหัวใจใคร่ครวญ ศาสตร์แห่งนพลักษณ์ การคิดอย่างเป็นระบบ การศึกษาเพื่อการแปลงอย่างลึกซึ้ง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแกนนำผู้บริหารและคณาจารย์ในด้านภาวะผู้นำทางจิตตปัญญาศึกษาและเพื่อพัฒนาทีมการเรียนรู้เพื่อเห็นคุณค่าการพัฒนาในตนเอง และชุมชนแห่งการเรียนรู้ด้านจิตตปัญญาศึกษา

                   ลำดับต่อมา คือ หลักการสุนทรียสนทนา (Dialogue) ส่วนใหญ่เรามักเข้าใจว่าเป็นการสนทนา อันหมายถึง การสนทนาที่เป็นการตีให้แตกก็มักจะตีคนไปด้วยและปกป้องตนเอง การสนทนาแบบเดิมนั้นเปรียบเสมือนเป็นสมรภูมิทางความคิด ตัวตนก็เต็มไปด้วยเกราะ แต่ Dialogue นั้น จะนำเสนอความเป็นไปได้ใหม่ โอกาสของการอยู่ร่วมกัน การเรียนรู้ร่วมกันอย่างเป็นกลุ่ม อาศัยกัลยาณมิตรและพื้นที่ที่ปลอดภัย ความหมายก็มาจาก Dia = ทะลุทะลวง Logos = ความหมาย รวมกันแปลว่าความเข้าใจที่ทะลุทะลวง ยิ่งไปกว่าคำพูด ไปพ้นจากคำพูด ไม่ติดเพียงแค่ความคิด เหตุผลหรือคำพูดเท่านั้นแต่เข้าใจความหมายลึก ๆ ของมัน โดยหลักการในแนวนี้เน้นความสำคัญ 4 อย่างคือ 1) การเข้าใจคุณค่าแต่ละคน 2) การไม่แทรกแซง ยอมรับความคิดที่เขาพูดแม้ว่าเราไม่เห็นด้วย ยอมรับเขามาในที่ว่างของเรา 3) การห้อยแขวนสมมติฐาน ไม่ด่วนสรุป ไม่เน้นหาคำตอบ 4) การพูดถึงวาระปัจจุบัน มี 2 วาระ คือ วาระของเราในปัจจุบัน อะไรคือสิ่งที่มีชีวิตในตัวเรา ร  ขณะที่เรานั่งคุย แต่ละคนก็มีวาระที่ไม่เหมือนกัน ส่วนใหญ่วาระปัจจุบัน คือ เราแคร์หรือใส่ใจอะไร เปิดพื้นที่รับฟังอยู่เรื่อย ๆ และรับฟังกันโดยที่ไม่ประหัตประหารความคิดกัน สิ่งเหล่านั้นก็จะมีคุณค่า ก่อให้เกิดสิ่งใหม่ ๆ และตามตนเองอยู่เรื่อย ๆ อาทิ “สิ่งที่เรากำลังพูดเป็นประโยชน์ต่ออะไร” และวาระนั้นรับใช้อะไร เช่นให้กับตัวเราเองให้กับความดูดีของเรา  ให้กับวงสนทนา ฉะนั้นเมื่อเราดูแลวงการสนทนาของเรา เราควรจะดูแลความเงียบ วงบทสนทนาที่ได้ฝึกกันอยู่เรื่อย ๆ จะรับรู้ รับฟังความเงียบ ยอมรับจังหวะของความคิด มองเห็นพื้นที่ (ณัฐฬส วังวิญญู. 2552 : 68) อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญในวงสนทนา คือ การใคร่ครวญหาข้อดีข้อเสีย เห็นข้อจำกัด และมีการยอมรับตนเอง หากทำกิจกรรมนี้อย่างมีคุณภาพก็จะก่อให้เกิดปัญญา เกิดใหม่ของความคิดร่วมกัน มีคุณลักษณะของการเป็นสมบัติร่วมกัน ประกอบกันขึ้นมาเป้นความคิดสร้างสรรค์ มีความเข้าใจกันมากขึ้น แต่ข้อสรุปก็ไม่จำเป็นต้องเป็นอันเดียวกันก็ได้

                    กระบวนการจิตตปัญญาศึกษาที่ได้กล่าวมานี้ มีตัวอย่างพันธกิจของมหาวิทยาลัยแนวจิตตปัญญาศึกษา : กรณีศึกษามหาวิทยาลัยนาโรปะ สหรัฐอเมริกา ได้เขียนไว้ว่า “เรามุ่งที่จะให้การศึกษาคนทั้งคน บ่มเพาะทั้งความสามารถทางวิชาการ และความหยั่งรู้ที่ลึกซึ้งจากแบบแผนการปฏิบัติเชิงจิตตปัญญา เพื่อประสานความรู้เข้ากับปัญญา ... บ่มเพาะความสุขในการเรียนรู้ตลอดชีวิต ความคิดที่มีวิจารณญาณ จุดมุ่งหมายที่จะรับใช้โลกด้วยจิตเมตตา ความเปิดกว้าง ความสงบและมั่นคงภายใน ที่เกิดจากการตระหนักรู้และเข้าใจในตนเองอย่างแท้จริง... นักศึกษาของเราจักสำรวจตนเองและใช้ทรัพยากรภายในตนเพื่อเผชิญกับโลกที่ซับซ้อนและท้าทายอย่างกล้าหาญ ร่วมกันเปลี่ยนแปลงโลกด้วยทักษะในตน และความเมตตาเพื่อเสริมสร้างสุขและความเมตตา เพื่อสร้างความสุขและความหมายในชีวิตในระดับที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น” (ณัฐฬส  วังวิญญู. 2552 : 80) สิ่งเหล่านี้คือ พันธกิจของมหาวิทยาลัยที่ได้กำหนดไว้อย่างชัดเจน และได้ก่อเกิดการเปลี่ยนแปลงและสืบเนื่องแนวคิดนี้มาใช้ในประเทศไทยต่อมา

 

                    กรณีศึกษาจากโรงเรียนตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จ โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ จตตปัญญาศึกษา

                        ตัวอย่างกรณีศึกษา : โรงเรียนบ้านทุ่งยาวคำโปรย อ.กันทรลักษณ์ จ.ศรีสะเกษ

 

                   จากการศึกษาโรงเรียนที่ประสบความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม คือ โรงเรียนบ้านทุ่งยาวคำโปรย จังหวัดศรีสะเกษ โรงเรียนแห่งนี้ตั้งอยู่ที่อำเภอกันทรลักษณ์ ห่างจากชายแดนไทย- กัมพูชาเพียง 8 กิโลเมตร ใช้ภาษากัมพูชาเป็นภาษาถิ่น 95 เปอร์เซ็นต์ สิ่งที่ตามมาคือ เด็กนักเรียนประสบปัญหาการใช้ภาษาไทยจึงไม่กล้าพูด ไม่กล้าแสดงออก ทางโรงเรียนจึงจัดการเรียนรู้แบบใหม่คือไม่ยึดตำราเรียนเป็นตัวตั้ง เนื่องจากมีคำถามเกิดขึ้นคือ “ถ้าท่านเป็นผู้บริหารโรงเรียน  เด็กนักเรียนสอบโอเน็ตได้คะแนนต่ำมาก เด็กไม่กล้าแสดงออก ไม่กล้าพูดภาษาไทย เด็กไม่มีความสุขในการเรียน เพราะครูใช้วิธีเปิดหนังสือสอนเพื่อให้เด็กสอบได้ ครูไม่มีชีวิตชีวาในการสอน ผู้บริหารต้องคอยกระตุ้นตลอดเวลา ท่านจะทำอย่างไร?” เมื่อเกิดคำถามเช่นนี้แล้ว ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านทุ่งยาวคำโปรย จึงได้ศึกษา พยายามค้นหาคำตอบจนนี่สุดได้พบแนวทาง คือ “โลกแห่งการเรียนรู้ไม่ได้มีแค่อยู่ในห้องเรียนและชีวิตไม่ได้ขึ้นอยู่กับวิชาใดวิชาหนึ่ง ในปี 2556 ทางโรงเรียนจึงเปลี่ยนการจัดการเรียนรู้ใหม่ เน้นกระบวนการเรียนรู้แบบ “จิตศึกษา” เพื่อพัฒนาปัญญาภายในตัวเด็ก เปิดโอกาสให้เด็กได้ทุกคนได้พูดได้คิดตามความสามารถของเด็กเอง กระทั่งเด็กเริ่มไว้วางใจครูมากขึ้น ขณะเดียวกันครูก็เกิดความภาคภูมิใจ เพราะเห็นเด็กมีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น ครูลดการเปรียบเทียบ ลดการตีค่าการตัดสินและชี้โทษ แต่เพิ่มจิตวิทยาเชิงบวก สร้างบรรยากาศให้เอื้อต่อการเรียนรู้ ให้กำลังใจและสร้างแรงจูงใจแก่เด็ก จนเกิดความสัมพันธ์แนวราบระหว่างครูและนักเรียน

                    ตัวอย่างกรณีศึกษา : โรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการเพาะพันธ์ทางปัญญา         

                   เป็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับการนำจิตศึกษามาใช้ในการปฏิรูปโรงเรียน ในกรณีศึกษา        “จากโครงการเพาะพันธ์ปัญญา” ที่ดำเนินการโดย รศ.ดร.สุธีระ ประเสริฐสรรพ์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เป็นอีหนึ่งตัวอย่างที่พยายามกระตุ้นให้เกิดกระบวนการปฏิรูปการเรียนรู้ โดยมุ่งเน้นให้ครูเปลี่ยนวิธีการสอนวิชาโครงงานโดยใช้กระบวนการวิจัย เพื่อให้นักเรียนรู้จักคิดเป็นและคิดอย่างมีเหตุผล และเป็นที่ตระหนักว่าครูคือบุคลากรสำคัญของการศึกษา การพัฒนาครูจึงเป็นเป้าหมายหลัก และความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ต้องทำ Detox ครู เพื่อเปลี่ยนกระบวนทัศน์ใหม่ แน่นอนว่าสิ่งที่เราตระหนักถึงคือ เรื่อการศึกษานั้นผิดพลาด เพราะอยู่ในบรรยากาศของอำนาจและความหวาดกลัว เพื่อปรับสภาพจิตใจครูให้พร้อมที่จะรับและเรียนรู้ใหม่ ทางโรงเรียนจึงจัดกิจกรรม “จิตตปัญญาศึกษา” โดยกำหนดจัดให้ครู 2-3 วัน ผลที่ได้จากกิจกรรมนี้ ครูได้สะท้อนความคิดให้ทราบว่า “ตนองเปลี่ยนไป มีความเข้าใจความเป็นครู ตลอดจนเข้าใจการสร้างบรรยากาศที่ส่งเสริมการเรียนรู้ของศิษย์มากยิ่งขึ้น” (มูลนิธิสดสรี-สฤษดิ์วงศ์. 2558 : 10-16)

                   จะเห็นได้ว่า สิ่งหนึ่งที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งตัวเด็กนักเรียน และครู คือ การใช้กระบวนการจิตตปัญญาศึกษา เข้ามาช่วยพัฒนาให้เกิดความรู้ ความเข้าใจตนเอง และเห็นคุณค่า สามารถนำไปพัฒนาผู้อื่นได้ สิ่งเหล่านี้คือการก่อเกิดกระบวนการเรียนรู้ตามแนวจิตตปัญญาศึกษาที่เป็นหนทางเข้ามาช่วยเยียวยาระบบการศึกษาไทย ให้ลุกขึ้นได้อีกครั้งหลังจากที่ไร้หนทางและการหวนคืนการศึกษาที่เน้นเอาชีวิตเป็นตัวตั้ง ที่จะสร้างประโยชน์ให้เกิดกับอาณาประเทศต่อไป

 

                   “การพัฒนา ต้องจัดกระบวนการกระตุ้นจิตสำนึกให้ระเบิดจากภายในตัวเอง”

                                                                                                "ประวิต  เอราวรรณ์"

                                                                                               

 

 

 

 

 

 

 

อ้างอิง

ณัฐฬส วังวิญญู. (2552). สรุปความรู้จากการอบรม “ภาวะผู้นำทางจิตตปัญญาศึกษาสู่มหาวิทยาลัย”.

            หลักสูตรที่ 1 : การเรียนรู้ด้วยหัวใจที่ใคร่ครวญ. (Contemplative Education), กรุงเทพฯ : สกศ.

มูลนิธิสดศรี – สฤษดิ์วงศ์. (2558). คิด เปลี่ยน เรียนรู้ : ปฏิรูปเพื่อคนทั้งมวล.

จัดพิมพ์โดย : เป็นไท พับลิชิ่ง. 

ประเวศ วะสี. (2551). จิตตปัญญาศึกษา : การศึกษาเพื่อการ พัฒนามนุษย์. เอกสารการประชุมวิชาการ

ประจำปี 2551. 

http;//www.waymagazine.org

http://www.naropa.edu/about/mission.cfm,20Sep.2008.

 

คุณชอบเนื้อหาข่าว/บทความมากน้อยเพียงใด
0.0

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความคิดเห็น

  1. โปรดงดเว้นการใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
  2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
  3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
  4. ผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นสามารถร่วมตรวจสอบข้อความที่ไม่เหมาะสมได้ โดยการกดปุ่ม "แจ้งลบ" หรือส่งอีเมลแจ้งมาที่ info@QLF.or.th ซึ่งทีมงานจะทำการตรวจสอบและลบข้อความดังกล่าวโดยเร็วที่สุด
ชื่อ/e-mail ของคุณ
กรุณากรอกรหัสตรวจสอบในช่องว่างให้ถูกต้องตามภาพที่แสดงในภาพ

คลิกเพื่อเปลี่ยนรูปใหม่

กรอกข้อความในรูปภาพที่นี่:  

 
  1. คุณสามารถแสดงความคิดเห็นต่อข่าว/บทความนี้ในครั้งแรกโดยไม่ต้องเข้าสู่ระบบสมาชิก
  2. การแสดงความคิดเห็นครั้งที่ 2 จะต้องเข้าสู่ระบบสมาชิก สสค. หรือเข้าสู่ระบบด้วยบัญชีของเฟสบุ๊กจึงจะทำการแสดงความคิดเห็นได้ และจะมีการโชว์ภาพผู้ใช้ทุกครั้งที่มีการแสดงความคิดเห็น
  3. เพื่อรักษาสิทธิประโยชน์สูงสุดของตัวท่าน กรุณาเข้าสู่ระบบก่อนแสดงความคิดเห็นเพื่อความสะดวกในการติดต่อกลับจาก สสค. ในกรณีที่ท่านได้รับรางวัลหรือสิทธิประโยชน์อื่นๆ

กรุณาเข้าสู่ระบบก่อนแสดงความคิดเห็น

ท่านที่ยังไม่ได้เป็นสมาชิก สสค. โลกแห่งการเรียนรู้ออนไลน์รอคุณอยู่ คลิกที่นี่ เพื่อสมัครสมาชิก สสค.

Web Site Version 2.1.6
ระบบสนับสนุนข่าว