ชั่วโมงวรรณคดี ของครูภาษาไทยที่อ่อนหัดที่สุดในสยามประเทศ

0

เขียนโดย 730581486 | 23 กันยายน 2557


ทุกคนผ่านการเรียนวรรณคดี จากคาบเรียนวิชาภาษาไทยกันมาแล้วใช่มั้ยครับ ?

คุณครูภาษาไทยแต่ละท่าน ก็จะมีวิธีการสอนที่แตกต่างกันไป เช่น ให้ค้นคำศัพท์มาก่อนเรียนบ้างล่ะ ให้ฝึกอ่านฝึกท่องเป็นทำนองเสนาะบ้างล่ะ หรือให้คำถามไว้ แล้วไปหาคำตอบมาให้ได้ ซึ่งก็ต้องไปอ่าน ไปนั่งถอดคำประพันธ์กันมาให้เข้าใจ

การที่ต้องมานั่งแปลไทยเป็นไทย บางทีก็เจ็บปวดเหมือนกันนะครับ 55555
....

จนถึงตอนนี้ ผมเป็นครูภาษาไทยมา 5 ปีแล้วครับ 
ช่วง 2-3 ปีแรก ที่ไปบรรจุอยู่โรงเรียนประถม ที่โรงเรียนบ้านดอย สอนประจำชั้น ป.5 - ป.6 รับเหมาสอนอยู่ทุกวิชาเลยยังไม่ค่อยรู้สึกเท่าไหร่

แต่พอย้ายโรงเรียนแล้วต้องมาสอนภาษาไทย ม.3 และ ม.5 แบบเน้น ๆ แล้วรู้ซึ้งเลยครับ 

รู้เลยตัวเองยังเป็นครูภาษาไทยที่อ่อนหัดหนัก
เฉพาะเรื่องวรรณคดี ผมเปลี่ยนวิธีการสอนอยู่แทบทุกปีครับ 

ปีแรก (ที่สอนมัธยม) ผมใช้วิธีการให้นักเรียนแบ่งกลุ่ม แบ่งเนื้อหาวรรณคดี แล้ววาดภาพตามเนื้อเรื่องที่เกี่ยวกับวรรณคดีในตอนที่นักเรียนอ่าน

ปรากฏว่าในวรรณคดีเรื่อง พระอภัยมณี ตอน พระอภัยมณีหนีนางผีเสื้อสมุทร แต่ละกลุ่มจะวาดออกมาเป็นรูปแบบคล้าย ๆ กัน คือมีสุนทรภู่นั่งเขียนกระดานชนวน พระอภัยมณียืนเป่าปี่ ข้าง ๆ มีนางเงือกซบตักอยู่ นางผีเสื้อสมุทรยืนเป็นฉากหลัง เอื้อมมือมาจะจับพระอภัย แต่ที่หนักกว่านั้นคือ

มีบางกลุ่มวาดภาพ สุดสาครขี่ม้านิลมังกร ส่งมาด้วย

แล้วยังไงน่ะเหรอ ? 

ก็ตอนที่อยู่ในหนังสือเนี่ย พระอภัยกับนางเงือกยังไม่ได้กันเลยนะเซ่ !!! แล้วพวกแกไปเอาสุดสาครมาจากย่อหน้าไหนกัน ห้ะ !

จบเลยครับไม่เวิร์ค...

ปีที่สอง ผมเปลี่ยนวิธีการสอนใหม่ ใช้สื่อและอุปกรณ์มากขึ้น

เช่น ให้นักเรียนช่วยกันคิดวิธีช่วยพระอภัยมณี โดยใช้สิ่งของที่ครูให้ไป เช่น ค้อน ที่ตักผง ตะหลิว กรรไกร (อะไรที่หาได้แถว ๆ นั้น)

เด็ก ๆ ก็สนุกสนานในการนำเสนอ 

ช่วงนี้ครูต้องตั้งคำถามว่าแล้วมันจะหนีได้จริงเหรอ หรือพยายามแย้งว่ามันยังงั้นยังงี้ไปเรื่อย ๆ จนเด็ก ๆ เริ่มหาทางไปไม่ถูก แล้วค่อยนำเข้าเรื่อง โดยบอกนักเรียนว่า "ถ้าอยากรู้ก็ลองหาคำตอบดูสิครับ" (ทำเสียงแบบพิธีกรรายการเด็ก)

นักเรียนบางคนอยู่ในอาการ "กูไม่รู้ก็ได้วะ" 

จบเห่เช่นกันครับวิธีนี้

........

มีคนกล่าวไว้ว่า...
"ไม่มีวิธีสอนใดที่ดีที่สุด มีแต่วิธีใดที่เหมาะที่สุดสำหรับนักเรียนครับ"

ผมจึงต้องกลับมาใช้วิธีที่ผมเคยคิดว่าชีวิตนี้จะไม่สอนเด็กด้วยวิธีนี้เด็ดขาด นั่นคือ "อ่าน แปล และเล่าเรื่องไปพร้อม ๆ กัน" ครับ

........

เรื่องมันเกิดจากที่ผมมาย้อนถามตัวเองว่า "เราเรียนวรรณดีไปเพื่ออะไร"

มีหลายเหตุผลที่ต้องเรียนวรรณคดี แต่เหตุผลที่โดยส่วนตัวแล้วผมไม่ชอบเลยก็คือ "เราต้องเรียนเพื่ออนุรักษ์ความเป็นไทย"

โอเค..ว่ามันก็เป็นเรื่องจริง มันมีส่วนถูก แต่การอนุรักษ์ มันน่าจะเป็นผลพลอยได้จากการที่เราได้รับสิ่งที่มันเป็นประโยชน์จากวรรณคดีแล้วมากกว่า 

วรรณคดีมันต้องให้อะไรเรามากกว่านั้นสิ

เรื่องของสุนทรียภาพก็ส่วนหนึ่งล่ะ แต่ที่วรรณคดีให้ผู้เรียนมาก ๆ เลยก็คือคุณค่าทางสังคม ที่สะท้อนมาจากวรรณคดีครับ

ไหน ๆ ที่ผ่านมา ผมสับขาหลอกให้นักเรียนไปอ่านแล้วไม่ได้ผล ก็ขอใช้วิธีทื่อ ๆ คืออ่านและเล่าไปพร้อม ๆ กันนี่แหละ ฮึ่ย !!!

อย่างที่ผมออกตัวไว้ ว่าผมเป็นครูภาษาไทยที่ค่อนข้างอ่อนหัด วิธีคิดของผมอาจจะไม่ถูกก็ได้นะครับ แหะ ๆ

แต่เวลาที่ผมเล่า เด็ก ๆ ตั้งใจฟังนะครับ ที่สำคัญฮาด้วยครับ บอกไว้ก่อน 555555555555+

...................................

หลังจากที่ทดลองสอนไปเกือบครบเทอม 
การอ่านและวิเคราะห์เนื้อเรื่องไปพร้อม ๆ กับนักเรียน ช่วยให้เรามีโอกาสสอนวิธีคิด วิธีวิเคราะห์สถานการณ์ ความเป็นเหตุเป็นผล และการแสดงความคิดเห็นซึ่งเป็นทักษะชีวิตที่สำคัญแก่เด็กไปด้วยครับ

....เหมือนพ่อแม่ กำลังเล่านิทานให้ลูก ๆ ฟังยังไงล่ะครับ.....

วิธีนี้อาจจะยากหน่อย สำหรับคนที่งานนอกเยอะ (นอกเหนือการสอน) เพราะต้องใช้เวลาอยู่กับนักเรียนทั้งคาบ สิ้นพลังงานไปเยอะเหมือนกัน อาจจะลดทักษะด้านการอ่านและถอดคำประพันธ์ไปบ้าง แต่ถ้ามันจำเป็นต้องเลือกจริง ๆ ขอสอนแบบสอดแทรกทักษะชีวิตไปด้วยดีกว่าครับ แหม่ Teacher Center กันสุด ๆ

ส่วนทักษะ(หรือตัวชี้วัด) อื่น ๆ ก็ต้องไปเน้นในเรื่องอื่น ๆ ต่อไป

สัญญาว่าจะหาวิธีที่เหมาะสม และพัฒนาการสอนและวิธีจูงใจที่จะให้นักเรียนได้รับไปครบทุกทักษะต่อไปนะครับ

ถ้าคุณครูภาษาไทยท่านอื่นผ่านมาจะช่วยชี้แนะกระผมในครั้งนี้ก็จะยินดีมากครับ ^^

แต่สิ่งหนึ่ง ที่ผมรู้ดีแน่ ๆ เลยก็คือ 
อย่าไปสอนแบบนี้ ตอนที่มีคนมาประเมินเชียวนะครับ
โดนด่าเสียหมาแล้วจะหาว่าครูมะนาวไม่เตือน 555555555

 

ติดตามอ่านเรื่องราวอื่นๆ ได้ที่แฟนเพจครับ ^^
https://www.facebook.com/krumanow
 

ป้ายคำ:

คุณชอบเนื้อหาข่าว/บทความมากน้อยเพียงใด
0.0

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความคิดเห็น

  1. โปรดงดเว้นการใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
  2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
  3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
  4. ผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นสามารถร่วมตรวจสอบข้อความที่ไม่เหมาะสมได้ โดยการกดปุ่ม "แจ้งลบ" หรือส่งอีเมลแจ้งมาที่ info@QLF.or.th ซึ่งทีมงานจะทำการตรวจสอบและลบข้อความดังกล่าวโดยเร็วที่สุด
ชื่อ/e-mail ของคุณ
กรุณากรอกรหัสตรวจสอบในช่องว่างให้ถูกต้องตามภาพที่แสดงในภาพ

คลิกเพื่อเปลี่ยนรูปใหม่

กรอกข้อความในรูปภาพที่นี่:  

 
  1. คุณสามารถแสดงความคิดเห็นต่อข่าว/บทความนี้ในครั้งแรกโดยไม่ต้องเข้าสู่ระบบสมาชิก
  2. การแสดงความคิดเห็นครั้งที่ 2 จะต้องเข้าสู่ระบบสมาชิก สสค. หรือเข้าสู่ระบบด้วยบัญชีของเฟสบุ๊กจึงจะทำการแสดงความคิดเห็นได้ และจะมีการโชว์ภาพผู้ใช้ทุกครั้งที่มีการแสดงความคิดเห็น
  3. เพื่อรักษาสิทธิประโยชน์สูงสุดของตัวท่าน กรุณาเข้าสู่ระบบก่อนแสดงความคิดเห็นเพื่อความสะดวกในการติดต่อกลับจาก สสค. ในกรณีที่ท่านได้รับรางวัลหรือสิทธิประโยชน์อื่นๆ

กรุณาเข้าสู่ระบบก่อนแสดงความคิดเห็น

ท่านที่ยังไม่ได้เป็นสมาชิก สสค. โลกแห่งการเรียนรู้ออนไลน์รอคุณอยู่ คลิกที่นี่ เพื่อสมัครสมาชิก สสค.

Web Site Version 2.1.6
ระบบสนับสนุนข่าว