จุดประกายความใคร่รู้

0

เขียนโดย aorwan@gmail.com | 3 กรกฎาคม 2558

ปีการศึกษาที่ ๒ ของการย้ายมาเป็นครูที่โรงเรียนต้นกล้า  โรงเรียนทางเลือกในจังหวัดเชียงใหม่  ปีแรกเป็นปีแห่งการปรับตัว กับทั้งเพื่อนร่วมงาน สถานที่ รวมทั้งเด็กๆ แม้ว่าแนวทางการจัดการเรียนรู้ส่วนใหญ่จะไม่แตกต่างจากเพลินพัฒนามากนัก  แต่เพราะความแปลกแตกต่างของผู้คนและสถานที่ก็เป็นเหตุให้ต้องปรับตัวอยู่ค่อนข้างมาก

ภาคเรียนนี้ได้สอนวิชา Life Imagineers (วิชาบูรณาการ วิทยาศาสตร์  สังคมและการงาน  หรือวิชามานุษกับโลกของเพลินพัฒนา)  ของชั้น ป.๒ ภาคเรียนนี้เด็กๆ ได้เรียนรู้เรื่องราวเกี่ยวกับพืชที่เป็นอาหาร เชื่อมโยงไปสู่การเจริญเติบโตของพืช  ปัจจัยที่ใช้ในการเจริญเติบโตของพืช  จนกระทั่งการนำพืชมาเป็นอาหาร  การเติบโตของมนุษย์

ตลอดภาคเรียน เด็กๆ ได้เรียนรู้เรื่องราวที่กล่าวมาด้วยวิธีการที่แตกต่าง หลากหลายตามความเหมาะสมของเนื้อหา เด็กๆ เริ่มฉันทะในการเรียนวิชานี้  แต่พลังในการเรียนรู้มีไม่มากเท่าที่ควร เด็กๆ สนุกกับกิจกรรม แต่ยังไม่เป็นเจ้าของการเรียนรู้ แต่ก็ยังแก้ปัญหานี้ไม่ได้ แรงบันดาลจากภายในของเด็กยังไม่เกิดขึ้น   

เมื่อช่วงเวลาของการออกภาคสนามมาถึง เรื่องนี้จึงเป็นโจทย์ใหญ่สำหรับครู  จะทำอย่างไรจึงจะสร้างแรงบันดาลใจให้เกิดกับเด็กๆ ให้ได้  สถานที่ที่จะไป  จะไปจะต้องตอบโจทย์เรื่องนี้ได้ ผู้คนที่เด็กจะไปเจอก็ต้องเป็นคนที่มีพลังการเรียนรู้และศรัทธาในสิ่งที่ตัวเองทำมากพอ  ที่จะให้เด็กสัมผัสได้ 

เราเลือกสถานที่อยู่นาน จนกระทั่งไปเจอสวนพันพรรณของ คุณโจน จันได  และได้เจอกับพี่ป๊อบที่ช่วยคุณโจนดูแลสวนอยู่ที่นั่นมา ๕ ปี เข้าใจแนวทาง และเจตนารมณ์ของคุณโจนเป็นอย่างดี  เราจึงตัดสินใจว่า ที่นี่น่าจะมีพลังพอที่จะสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กๆ ได้

และก็เป็นไปตามคาด  เมื่อไปถึงนี่สวนพันพรรณ  ที่ดูเป็นสวนธรรมดาๆ ปลูกผักอย่างละนิดอย่างละหน่อย  มีคนที่อยู่ในนั้นไม่กี่คน  แต่ทุกคนล้วนรู้สึกมีใจที่จะนำพาเด็กๆ ให้เข้าใจถึงวิธีคิดของการทำสวนแบบผสมผสาน ปลูกเพื่อเป็นอาหาร  พึ่งพาตัวเองให้มากที่สุด   เด็กๆ ถูกแบ่งออกเป็น ๒ กลุ่ม  กลุ่มแรก ไปชมสวนกับ Teacher Jessica และพี่นาง  ส่วนอีกกลุ่ม ไปเด็กถูกแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม  กลุ่มหนึ่งไปกับ พี่ป๊อบและครูแคท 

เด็กๆ ตื่นเต้น กระตือรือร้นสำรวจจนทั่วสวน  มีเสียงถามพี่ป๊อบเจ้าของพื้นที่ไม่หยุด เวลา ๑ ชั่วโมง ผ่านไปอย่างรวดเร็ว  ไม่มีเสียงบ่นร้อน จากแดดแรงๆ ก่อนเที่ยงเลย ไม่มีเสียงบ่นเรื่องคัน ไม่มีใครกลัวแมลงเลย  ทั้งๆ ที่ปกติแล้วเด็กส่วนใหญ่กลัวแมลง  ขี้ร้อนกัน

เมื่อกลุ่มที่ไปกับ Teacher Jessica มาเจอหน้าครูแคท  เด็กๆ วิ่งกรูเข้ามาหา  “ครูแคท!!!! ครูแคทรู้จักMint ไหมคะ หนูได้ชิมด้วย  มันเหมือนหมากฝรั่งเลย”  “ครูแคท!!!! ผมเห็นบ้านดินด้วย”  “ครูแคท!!!! ได้ชิมพริกไหมครับ  มันเผ็ดมาก”  “ครูแคท!!!!”  เสียงบอกเล่าประสบการณ์แปลกใหม่ไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลงง่ายๆ จน ในที่สุด พี่ป๊อบ พี่นางก็เรียกเด็กๆ ไปดูผักที่พวกเราเก็บมาได้  และเตรียมตัวที่จะทำอาหารกลางวันกัน

 

เด็กกลุ่ม ๑ จะทำส้มตำ  เพราะเก็บมะละกอมา

กลุ่มที่ ๒ เก็บผักมาได้หลายชนิด  จะทำ Spring roll

เด็กๆ ช่วยพี่ป๊อบกับพี่นางล้างผัก  หั่นผัก  ทีละขั้นตอน  ในกลุ่มส้มตำ  เด็กได้ใช้มีดหั่นมะนาวเป็นครั้งแรกด้วย  เด็กๆ ตื่นเต้นมากๆ   เมื่อทำอาหารเสร็จ  เด็กๆ ได้รับประทานอาหารที่มีแต่ผักด้วยความเอร็ดอร่อย  เด็กหลายคนบอกว่า “นี่เป็นครั้งแรกที่รับประทานผักอร่อย  มันอร่อยเหมือนอาหารในโรงแรมเลย  พึ่งรู้ว่าผักมันอร่อย”....ก่อนกลับ  ครูแคทถามว่าประทับใจอะไร  ได้เรียนรู้อะไร  ทิกเกอร์ ตอบครูแคทว่า “ประทับตอนหั่นมะนาว  ได้เรียนรู้ว่า มะนาวมันลื่น ตอนหั่นต้องระวัง” 

เมื่อเด็กๆ กลับมาโรงเรียน  งานต่อไปคือการทำ Project ต่อยอดการเรียนรู้ของตัวเอง เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ยากมาก  สำหรับเด็ก ป.๒ ที่จะตั้งข้อสงสัยแล้วพิสูจน์  ต่อยอดทำสิ่งอื่นๆ ต่อ  นักศึกษาฝึกงานที่สอนคู่กับครูแคทเป็นกังวลมาก  “มันจะออกมาได้เหรอครูแคท  แม็กไม่รู้จะนำพาเด็กยังไง?  เด็กจะทำได้จริงๆ เหรอคะ?  แค่ไหนเหรอคะ?  ครูแคทบอกน้องได้แต่เพียงว่า  “ได้สิ“  น้องยังคงทำหน้าสงสัย  เพราะยังไม่เห็นความเชื่อมโยงของอาการกระตือรือร้นแบบนั้นจะส่งผลอย่างไรกับงานใหญ่ข้างหน้า

ขั้นตอนต่อมา  ครูแคทกับครูแม็กวางแผนว่า  เราจะเริ่มพาเด็กตั้งคำถามแล้วนะ  โดยเริ่มจากพาเด็กๆ ทบทวนความรู้สึก  ความรู้จาภาคสนามก่อน  เป็นไปตามคาดเด็กๆ พร่างพรูเรื่องราวออกมาเกือบทุกคน  มีประมาณ ๓-๔ คนเท่านั้นที่ยังคิดไม่ออก

เด็กแต่ละคนบอกได้ว่าตัวเองสนใจอยากศึกษาอะไร  และทำอะไรต่อ  นิโคลัส  เด็กที่ไม่สนใจเรียนในวิชาอื่นๆ ใดๆ  ดูเหมือนไม่มีแรงบันดาลใจในการเรียนรู้เลย  บอกกับครูแคทว่า” ผมสนใจเรื่องบ้านดิน”  และในเย็นวันนั้นเอง  นิโคลัสไปบอกแม่ว่าต้องการดินและอุปกรณ์อื่นๆ เพื่อที่เขาจะทดลองทำบ้านดินของตัวเอง ทั้งที่ครูยังไม่ได้สั่งงานใดๆ ทั้งสิ้น เช้าวันรุ่งขึ้นนิโคลัสมาเล่าให้ฟังว่า “ผมลองทำบ้านดินแล้ว  แต่มันยังไม่แข็งแรง”  “พรุ่งนี้เอามาให้ครูแคทดูหน่อยนะคะ  จะได้ช่วยกันแก้ปัญหา” 

คาบต่อมา  ตามแผนเราจะต้องให้เด็กเริ่มเขียนที่มาของปัญหา หรือข้อสงสัย  รวมทั้งวางแผนการทำงานขั้นต่อไปของตนเอง และก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกเช่นกัน ครูเริ่มจากการถาม ให้เด็กๆ เล่า แล้วค่อยลงมือเขียนสิ่งที่เล่าด้วยภาษาง่าย ๆ

 

ในวันนี้เอง นิโคลัสก็เริ่มมีความสนใจในเรื่องที่ ๒ หลังจากที่เขียนเรื่องแรกเสร็จ มาบอกครูว่าผมอยากทำลองทำเรื่องการสกัดน้ำหอมจากพืชสมุนไพรในสวน แล้วนิโคลัสก็เริ่มเขียนเรื่องนี้ต่อ ทั้งๆ ที่ภาษาไทยไม่ค่อยแข็งแรงเพราะเป็นลูกครึ่ง แต่นิโคลัสเขียนภาษาไทยแบบของตัวเอง ที่ครูต้องมานั่งแปลกันสองคน กว่าจะเข้าใจเรื่องทั้งหมด ต้องใช้เลานาน แต่นั่นเป็นสิ่งที่ครูรู้สึกมีความสุขมาก เพราะนิโคลัสเกลียด!!การเขียนมากๆๆ ปกตินิโคลัสใช้เวลาในการจัดการบ้านไม่ต่ำกว่า ๑ ชั่วโมง ต้องกลับบ้านเป็นคนสุดท้ายตลอด  แต่ครั้งนี้ไม่ใช่

แล้วนิโคลัสก็กลับไปทำการทำลองเรื่องนี้อีก ๒ วัน กลับมาเล่าให้ครูฟัง พร้อมบอร์ดอธิบายขั้นตอนการทำงาน ที่มีรูปภาพ ติดและเขียนอธิบายขั้นตอนต่างๆ ด้วยลายมือที่ไม่ค่อยสวยของนิโคลัส 

วันที่นำเสนอผลงานนิโคลัสอธิบายงานของตัวเองได้อย่าง ราบรื่น ผู้ปกครองของนิโคลัสเล่าให้ฟังว่า “น้องเปลี่ยนมากๆ เลยค่ะครู คุณแม่ไม่ต้องจ้ำจี้จ้ำไชอะไรเลยค่ะ”  ผู้ปกครองท่านอื่นๆ ก็แปลกใจด้วยเช่นกัน  เพราะปกติแล้วนิโคลัสไม่ใช่แบบนี้

ส่วนเด็กคนอื่นๆ ที่ทำเรื่องแตกต่างกัน หลายคนกลับไปที่สวนพันพรรณอีกครั้งเพื่อนสอบถาม สัมภาษณ์ ข้าวปั้นก็เช่นกัน ข้าวปันกลับไปด้วยข้อสงสัยว่า พี่ๆ ที่นั่นมารวมกันอยู่ที่นี่เพราะอะไร อยู่อย่างไร ข้าวปันได้คำตอบมาเล่าให้ครูฟังและเพื่อนๆ ฟัง

แต่ที่เหลือเชื่อคือ ในวันสุดท้ายก่อนปิดเทอม ขณะที่เด็กๆ เก็บการบ้านช่วงปิดเทอมใส่กระเป๋า ข้าวปั้นหยิบหนังสือที่ครูให้อ่านช่วงปิดเทอม คลานเข้ามาหาครูแคทที่นั่งกับพื้นแล้วพูดว่า “ครูแคท ผมขอการบ้านเพิ่มได้ไหมครับ”  ครูแคททำหน้างง  แล้วครูจะให้การบ้านอะไรดีล่ะ?  ครูแคทคิดในใจ  “ข้าวปั้นอยากรู้เรื่องบ้านดินต่อครับครูแคท ผมคิดว่าจะไปลองทำบ้านดินช่วงปิดเทอมครับ”   ... “ได้สิคะ  เปิดเทอมกลับมาเล่าให้ครูแคทและเพื่อนๆ ฟังด้วยนะคะ”

แรงบันดาลใจหรือไฟแห่งความกระหายใคร่รู้นี้ เมื่อจุดติดแล้ว มันจะส่งต่อไปยังเรื่องอื่น และจะส่งต่อไปยังคนข้างๆ  เกิดเป็นพลังในการเรียนรู้ที่ไม่สิ้นสุด  ในฐานะครูเรามีหน้าที่จุดประกายไฟให้เกิดขึ้น และเติมเชื้อไฟเมื่อจำเป็น และประคับประครองมิให้ไฟแห่งการเรียนรู้นี้ดับลง จนกว่าไฟเด็กๆ จะสามารถรักษาไฟแห่งความกระหายใครรู้นี้ได้ด้วยตัวเขาเอง

 

คุณชอบเนื้อหาข่าว/บทความมากน้อยเพียงใด
5.0

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความคิดเห็น

  1. โปรดงดเว้นการใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
  2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
  3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
  4. ผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นสามารถร่วมตรวจสอบข้อความที่ไม่เหมาะสมได้ โดยการกดปุ่ม "แจ้งลบ" หรือส่งอีเมลแจ้งมาที่ info@QLF.or.th ซึ่งทีมงานจะทำการตรวจสอบและลบข้อความดังกล่าวโดยเร็วที่สุด
ชื่อ/e-mail ของคุณ
กรุณากรอกรหัสตรวจสอบในช่องว่างให้ถูกต้องตามภาพที่แสดงในภาพ

คลิกเพื่อเปลี่ยนรูปใหม่

กรอกข้อความในรูปภาพที่นี่:  

 
  1. คุณสามารถแสดงความคิดเห็นต่อข่าว/บทความนี้ในครั้งแรกโดยไม่ต้องเข้าสู่ระบบสมาชิก
  2. การแสดงความคิดเห็นครั้งที่ 2 จะต้องเข้าสู่ระบบสมาชิก สสค. หรือเข้าสู่ระบบด้วยบัญชีของเฟสบุ๊กจึงจะทำการแสดงความคิดเห็นได้ และจะมีการโชว์ภาพผู้ใช้ทุกครั้งที่มีการแสดงความคิดเห็น
  3. เพื่อรักษาสิทธิประโยชน์สูงสุดของตัวท่าน กรุณาเข้าสู่ระบบก่อนแสดงความคิดเห็นเพื่อความสะดวกในการติดต่อกลับจาก สสค. ในกรณีที่ท่านได้รับรางวัลหรือสิทธิประโยชน์อื่นๆ

กรุณาเข้าสู่ระบบก่อนแสดงความคิดเห็น

ท่านที่ยังไม่ได้เป็นสมาชิก สสค. โลกแห่งการเรียนรู้ออนไลน์รอคุณอยู่ คลิกที่นี่ เพื่อสมัครสมาชิก สสค.

Web Site Version 2.1.6
ระบบสนับสนุนข่าว