การพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ วิชาภาษาอังกฤษ ชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ปีการศึกษา 2558-2559

0

เขียนโดย krurattanapon | 1 กุมภาพันธ์ 2560

     การเรียนรู้ภาษาต่างประเทศมีความสำคัญอย่างยิ่งในชีวิตประจำวันเนื่องจากเป็นเครื่องมือสำคัญในการติดต่อสื่อสาร การศึกษา การแสวงหาความรู้ ประกอบอาชีพ การสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับวัฒนธรรมและวิสัยทัศน์ของชุมชนโลก และตระหนักถึงความหลาหลายทางวัฒนธรรมและมุมมองของโลก นำมาซึ่งมิตรไมตรีและความร่วมมือกับประเทศต่างๆ ช่วยพัฒนาผู้เรียนให้มีความเข้าใจตนเองและผู้อื่นดีขึ้นเรียนรู้และเข้าใจความแตกต่างของภาษาและวัฒนธรรมขนบธรรมเนียม ประเพณี การคิด สังคม เศรษฐกิจ การเมือง การปกครอง มีเจตคติที่ดีต่อการใช้ภาษาต่างประเทศ และใช้ภาษาต่างประเทศเพื่อการสื่อสารได้ รวมทั้งเข้าถึงองค์ความรู้ต่างๆ ได้ง่าย และกว้างขึ้น และมีวิสัยทัศน์ในการดำเนินชีวิต (กรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ. 2551) ประเทศต่างๆ ให้ความสำคัญต่อการเรียนการสอนภาษาต่างประเทศเป็นอันมากทั้งนี้เนื่องจากความก้าวหน้าทางด้านอุตสาหกรรม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ตลอดทั้งความสะดวกรวดเร็วในการติดต่อคมนาคม ทำให้ประเทศต่างๆ มีความใกล้ชิด ต้องพึ่งพาอาศัยกันมากขึ้น จึงเกิดความจำเป็นที่จะต้องใช้ภาษาเป็นสื่อ กลางในการติดต่อด้านต่างๆ ภาษาอังกฤษนับว่าเป็นภาษาต่างประเทศที่สำคัญและแพร่หลายที่สุด อาจกล่าวได้ว่าแทบทุกประเทศในโลกที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาต่างประเทศ ภาษาอังกฤษจึงเป็นภาษาที่จำเป็นในการศึกษา (สุมิตรา อังวัฒนกุล. 2539 : 1) การเรียนการสอนเป็นกระบวนการทีซับซ้อนต้อวงอาศัยความสัมพันธ์ ระหว่างผู้สอนและผู้เรียนตลอดจนกระบวนการสอนแบบใหม่ คือ การสอนเพื่อการสื่อสาร (Communicative Approach)

     การจัดส่งเสริมการอ่านภาษาอังกฤษสำหรับเยาวชนไทยนั้นเป็นเรื่องที่ท้าทายยิ่งสำหรับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องเนื่องจากสภาพการอ่านภาษาอังกฤษในปัจจุบันของเยาวชนไทยยังไม่สัมฤทธิ์ผลเท่าที่ควรแม้ทางกระทรวงศึกษาธิการมีการจัดส่งเสริมในชั้นเรียน โดยได้บรรจุไว้ในหลักสูตรการเรียนการสอนภาษาอังกฤษตั้งแต่ระดับประถมศึกษา โดยจากผลการวัดคุณภาพการศึกษาระดับชาติหรือ National  Test  (NT)ในปีการศึกษา  2555 รวมทั้งผลการประเมินคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน และโรงเรียนในสังกัดกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น พบว่าผลสัมฤทธิ์ด้านความรู้ทางภาษาและทักษะสื่อสารภาษาอังกฤษของนักเรียนไทยทั้งระดับองค์การบริหารส่วนจังหวัด  และระดับประเทศยังอยู่ในระดับที่ต้องการปรับปรุง (สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา:2555) จากข้อมูลดังกล่าวชี้ชัดว่าการอ่านภาษาอังกฤษเป็นจุดอ่อนอย่างยิ่งของเยาวชนไทยส่งผลต่อการเรียนรู้ในปัจจุบันรวมทั้งเป็นปัจจัยที่เป็นอุปสรรคต่อการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต ดังนั้นหน่วยงานและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจึงได้ทำการศึกษาสาเหตุหรือปัจจัยที่ส่งผลต่อการอ่านภาษาอังกฤษของนักเรียนทั้งด้านตัวผู้เรียน ผู้สอนและสภาพแวดล้อมต่างๆ อาทิ คณะมนุษย์ศาสตร์  มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (2528 ค:339)ได้ศึกษาสภาพการเรียนการสอนของทักษะอ่านในวิชาภาษาอังกฤษพบว่าวิธีการสอนเดิมที่ครูใช้กันมากในการสอนอ่านภาษาอังกฤษก็คือการที่ครูนำบทความที่ตัดมาจากบทความทางวิชาการ เรื่องสั้นหรือนิยายมาให้ผู้เรียนอ่านโดยให้คำแปลของศัพท์ยากและอธิบายโครงสร้างทางภาษาที่ครูเห็นว่ายากและจะเป็นปัญหาแก่นักเรียนการสอนแบบนี้จะทำให้ผู้เรียนกลายเป็นผู้อ่านที่ไม่ได้แสดงบทบาททางความคิด (Passive) นอกจากการสอนที่กล่าวมาแล้วก็มีการสอนแบบเน้นไวยากรณ์ (Structural  based  Approach)  และวิธีการสอนแบบฟัง-พูด (Audio-lingual  Method) แต่การสอนอ่านก็ยังไม่บรรลุประสงค์  ที่ตั้งไว้เพราะนักเรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายยังไม่สามารถอ่านได้เข้าใจและไม่สามารถแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องที่อ่านได้ ทั้งนี้เพราะครูผู้สอนมักจะเน้นการสอนไวยากรณ์และละเลยการสอนทักษะอ่านซึ่งข้อมูลดังกล่าวสอดคล้องกับเกรด แมน(Gradman  1991:39)  ที่กล่าวถึงวิธีการสอนอ่านไว้ว่าโดยทั่วไปวิธีอ่านในชั้นเรียนครูมักสอนโดยใช้บทอ่านสั้นๆ และตามด้วยการวิเคราะห์ภาษาในเรื่องดังกล่าว ซึ่งเป็นการมุ่งสอนที่ส่วนย่อยของการอ่าน  หรือรูปแบบของภาษามิใช่มุ่งที่ความหมาย  ซึ่งวิธีดังกล่าวมีส่วนในการส่งผลให้ผู้เรียนไม่ชอบอ่าน  นอกจากนั้นกรมวิชาการ (2544:41) ได้ศึกษาและพบว่าปัจจัยที่ส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ทางการอ่านภาษาอังกฤษของเยาวชนไทยอยู่ในระดับปรับปรุงนอกจากวิธีการสอนของครูแล้วยังประกอบด้วย  ปัจจัยภายในผู้อ่าน  ได้แก่  ระดับสติปัญญา  (I.Q.)  ความสามารถทางการโครงสร้างภาษา  พื้นฐานประสบการณ์เดิมของผู้อ่าน  ความเข้าใจความหมายศัพท์  ความสามารถในการสร้างความคิดรวบยอด  เจตคติและแรงจูงใจที่มีต่อการอ่าน  ความสามารถในการคิดความสามารถทางด้านภาษา  ความสามารถในการใช้เหตุผล  ความรู้ในระบบการเขียน  ความสามารถในการควบคุมจิตใจและอารมณ์ความเชื่อมั่นในตนเอง  ความสามารถในการใช้กลวิธีควบคุมการเรียนรู้  ความบกพร่องทางร่างกาย เป็นต้น  และปัจจัยภายนอกผู้อ่าน  ได้แก่  สภาพสังคมและสิ่งแวดล้อมของนักเรียน เช่น การอบรมเลี้ยงดู  ระดับการศึกษาของบิดามารดา ภูมิลำเนา วิธีการสอน  และวัสดุการอ่านซึ่งสอดคล้องกับผลการศึกษาขอคาร์เตอร์ (Carter 1991) ที่สรุปว่าสาเหตุที่ทำให้เด็กอ่านได้ไม่ดีหรืออ่านแล้วสื่อความหมายไม่เข้าใจเป็นผลมาจากปัจจัยหลายอย่างมากกว่าที่จะเป็นสาเหตุใดสาเหตุหนึ่งโดยเฉพาะปัจจัยดังกล่าวนี้แบ่งออกเป็นสามประการคือ  ปัจจัยด้านร่างกาย  เช่น  สายตา  การได้ยิน  เป็นต้น ปัจจัยด้านจิตวิทยาเช่น  ความสามารถด้านสติปัญญา  วุฒิภาวะทางอารมณ์  บุคลิกภาพ  การสร้างมโนภาพ เป็นต้น และปัจจัยสังคมและสิ่งแวดล้อม  เช่น  สภาพครอบครัว  สิ่งแวดล้อมทางโรงเรียน ตลอดจนวิธีสอนของครู  จะเห็นได้ว่าถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไปผู้ที่สำเร็จการศึกษาทั้งจากระดับมัธยมศึกษาจนถึงระดับมหาวิทยาลัยต่างก็ไม่สามารถใช้ภาษาอย่างมีประสิทธิภาพเพราะไม่สามารถอ่านเรื่องราวหรือหนังสืออื่นที่นอกเหนือจากตำราเรียนที่ครูเคยอธิบายเรื่องราวให้ฟังได้  ดังนั้นเพื่อพัฒนาทักษะการอ่านภาษาอังกฤษให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น  ครูผู้สอนจำเป็นต้องศึกษาค้นหาเทคนิควิธีการต่างๆ เพื่อเพิ่มแรงจูงใจ  ความสนใจ และส่งเสริมให้มีเจตคติที่ดีต่อการอ่านภาษาอังกฤษโดยจัดกิจกรรมการเรียนการสอนและการอ่านให้สอดคล้องกับหลักการตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช  2542 ที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2553 มาตรา 22 ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญการจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่าผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ และถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด กระบวนการจัดต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ  มาตรา 24  กำหนดให้การจัดกระบวนการเรียนรู้ให้สถานศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการจัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ฝึกการปฏิบัติให้ทำได้ คิดเป็น ทำเป็น รักการอ่านและเกิดการใฝ่เรียนรู้อย่างต่อเนื่อง จึงมีการจัดส่งเสริมการอ่านนอกชั้นเรียนภายใต้โครงการอ่านหนังสือภาษาอังกฤษเพิ่มเติมขึ้นในปีการศึกษา 2555  โดยสถาบันภาษาอังกฤษสังกัดสำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการได้ดำเนินการส่งเสริมการอ่านภาษาอังกฤษเพิ่มเติมขึ้นเพื่อสร้างโอกาสในการเรียนรู้ภาษาอังกฤษให้แก่นักเรียนนอกเหนือจากการเรียนรู้ในชั้นเรียนรวมทั้งเพื่อส่งเสริมทักษะทางการอ่านภาษาอังกฤษและเจตคติในการอ่านภาษาอังกฤษของเยาวชนไทยอันนำสู่การพัฒนาเป็นนิสัยรักการอ่านหนังสือภาษาอังกฤษ  ในการดำเนินการดังกล่าวทางสถานบันภาษาอังกฤษกระทรวงศึกษาธิการ  ได้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการให้ความรู้แนวทางในการจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านภาษาอังกฤษ  โดยใช้หนังสืออ่านเพิ่มขยายในโรงเรียนให้กับโรงเรียนแกนนำในเขตพื้นที่การศึกษาต่างๆ ทั่วประเทศรวมทั้งมอบหนังสืออ่านเพิ่มขยายที่จัดระดับความยากง่าย (Graded  readers) พร้อมงบประมาณในการดำเนินการโรงเรียนละหนึ่งหมื่นบาท  ซึ่งโรงเรียนนำร่องดังกล่าวต้องดำเนินการในปีการศึกษา 2551 เป็นต้นไป  ดังนั้นกิจกรรมส่งเสริมการอ่านหนังสือเพิ่มเติมจึงเป็นส่วนสำคัญในการสร้างแรงจูงใจให้นักเรียนสนใจและสนุกกับการอ่านภาษาอังกฤษนอกเหนือจากการเรียนในชั้นเรียน และในปี 2555 ยังถือว่าการอ่านเป็นวาระแห่งชาติอีกด้วย

     ดังนั้นในการพัฒนาการอ่านภาษาอังกฤษของนักเรียนโรงเรียนจุมจังพลังราษฎร์ซึ่งมีนโยบายในการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านภาษาอังกฤษให้แก่นักเรียน  เนื่องจากสภาพปัจจุบัน ความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษของนักเรียนโดยภาพรวมทุกระดับชั้นอยู่ในระดับปรับปรุงส่งผลให้การสอบวัดมาตรฐานภาษาอังกฤษระดับชาติของโรงเรียนมีผลอยู่ในระดับปรับปรุง  (องค์การบริหารส่วนจังหวัดกาฬสินธุ์ 2555:29)  จึงเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งที่ทางโรงเรียนจะต้องดำเนินการพัฒนาการอ่านภาษาอังกฤษทั้งในชั้นเรียนนอกชั้นเรียนอย่างต่อเนื่องเพื่อเป็นการพัฒนาทั้งความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษและความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการอ่านภาษาอังกฤษควบคู่กันไป  เนื่องจากความพึงพอใจดังกล่าวจะพัฒนาสู่เจตคติที่ดีต่อการอ่านภาษาอังกฤษแบบเพิ่มขยาย  ทำให้นักเรียนเห็นความสำคัญของการอ่านและอ่านมากขึ้น  ซึ่งจะส่งผลต่อการสะสมประสบการณ์และสร้างองค์ความรู้ รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพความเข้าใจในการอ่านภาษาอังกฤษอันจะทำให้ผู้เรียนเกิดความคงทนในการเรียนภาษาอังกฤษและพัฒนาสู่การเป็นผู้เรียนคุณภาพ ผู้วิจัยจึงศึกษาและนำแนวการจัดกิจกรรมที่เน้นภาระงาน  (Task-based  Activities)  การพัฒนาเป็นรูปแบบการอ่านเน้นภาระงานโดยรูปแบบการอ่านดังกล่าว  ผู้วิจัยนำหนังสือการอ่านเพิ่มเติมภาษาอังกฤษที่มีการจัดระดับความยากง่าย  (Graded Readers)  เป็นสื่อการอ่าน  ดังนั้นปัจจัยรับเข้า  (Input)  ในการดำเนินการอ่านเน้นภาระงานนอกจากจะมีเนื้อหาสอดคล้องกับความสนใจของผู้เรียนแล้วยังมีระดับความยากง่ายเหมาะสมกับผู้เรียนด้วย เช่นกัน  ส่วนขั้นตอนของกิจกรรม ผู้วิจัยได้สังเคราห์แนวคิดเกี่ยวกับกิจกรรมเน้นภาระงานของนักการศึกษาหลายๆ ท่าน อาทิ เอลลิส  (Ellis  1984)  พราห์บู  (Prabhu  1984)  นูแนน  (Nunan  1989) วิลลิส  (willis  1996)  และสคีแฮน  (Skehan  1996)  เพื่อออกแบบกิจกรรมการอ่านเน้นภาระงานให้เป็นกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนด้านความเข้าใจในการอ่านและมุ่งจูงใจให้นักเรียนสนใจอ่านภาษาอังกฤษในลักษณะการอ่านแบบเพิ่มขยายอย่างต่อเนื่อง  ผู้วิจัยหวังว่ารูปแบบการอ่านเน้นภาระงานที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นนั้นจะมีประสิทธิภาพในการพัฒนาความรู้ความเข้าใจในการอ่านภาษาอังกฤษอันเป็นพื้นฐานสำคัญสู่การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาอังกฤษโดยภาพรวมของโรงเรียนส่งผลให้นักเรียนมีความคงทนในการเรียนรู้ภาษาอังกฤษสามารถผ่านเกณฑ์การสอบประเมินตามเกณฑ์มาตรฐานชาติ  รวมทั้งกิจกรรมการอ่านเน้นภาระงานดังกล่าวสามารถสร้างความพึงพอใจให้ผู้เรียนเป็นจุดเริ่มในการจูงใจและส่งเสริมให้ผู้เรียนมีพฤติกรรมในการอ่านแบบเพิ่มขยายต่อไปอย่างต่อเนื่อง สามารถพัฒนาให้การอ่านได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะส่งผลต่อการนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ต่อไป จากเหตุผลและความจำเป็นดังกล่าวมาแล้ว ผู้วิจัยจึงมั่นใจว่า การพัฒนาการจัดกิจกรรมการอ่านที่เน้นภาระงาน เพื่อส่งเสริมความเข้าใจในการอ่านภาษาอังกฤษและความคงทนในการเรียน สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จะทำให้นักเรียนมีความเข้าใจในการอ่านภาษาอังกฤษและความคงทนในการเรียนไปพร้อมกับการคิดอีกดัวย

คุณชอบเนื้อหาข่าว/บทความมากน้อยเพียงใด
5.0

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความคิดเห็น

  1. โปรดงดเว้นการใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
  2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
  3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
  4. ผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นสามารถร่วมตรวจสอบข้อความที่ไม่เหมาะสมได้ โดยการกดปุ่ม "แจ้งลบ" หรือส่งอีเมลแจ้งมาที่ info@QLF.or.th ซึ่งทีมงานจะทำการตรวจสอบและลบข้อความดังกล่าวโดยเร็วที่สุด
ชื่อ/e-mail ของคุณ
กรุณากรอกรหัสตรวจสอบในช่องว่างให้ถูกต้องตามภาพที่แสดงในภาพ

คลิกเพื่อเปลี่ยนรูปใหม่

กรอกข้อความในรูปภาพที่นี่:  

 
  1. คุณสามารถแสดงความคิดเห็นต่อข่าว/บทความนี้ในครั้งแรกโดยไม่ต้องเข้าสู่ระบบสมาชิก
  2. การแสดงความคิดเห็นครั้งที่ 2 จะต้องเข้าสู่ระบบสมาชิก สสค. หรือเข้าสู่ระบบด้วยบัญชีของเฟสบุ๊กจึงจะทำการแสดงความคิดเห็นได้ และจะมีการโชว์ภาพผู้ใช้ทุกครั้งที่มีการแสดงความคิดเห็น
  3. เพื่อรักษาสิทธิประโยชน์สูงสุดของตัวท่าน กรุณาเข้าสู่ระบบก่อนแสดงความคิดเห็นเพื่อความสะดวกในการติดต่อกลับจาก สสค. ในกรณีที่ท่านได้รับรางวัลหรือสิทธิประโยชน์อื่นๆ

กรุณาเข้าสู่ระบบก่อนแสดงความคิดเห็น

ท่านที่ยังไม่ได้เป็นสมาชิก สสค. โลกแห่งการเรียนรู้ออนไลน์รอคุณอยู่ คลิกที่นี่ เพื่อสมัครสมาชิก สสค.

Web Site Version 2.1.6
ระบบสนับสนุนข่าว