งานวิจัย เรื่อง การพัฒนารูปแบบการสอนภาษาไทยร่วมกับแบบฝึกประกอบนิทานเพลง เพื่อส่งเสริมทักษะการคิด สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4

0
บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อศึกษามูลพื้นฐานและความต้องการในการพัฒนา การเรียนการสอนภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 2) เพื่อพัฒนารูปแบบการสอนภาษาไทยร่วมกับแบบฝึกประกอบนิทานเพลง เพื่อส่งเสริมทักษะการคิด สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 3) เพื่อเปรียบเทียบคะแนนทักษะการคิดของนักเรียนก่อนและหลังการใช้รูปแบบการสอนภาษาไทยร่วมกับแบบฝึกประกอบนิทานเพลง เพื่อส่งเสริมทักษะการคิด 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนรู้จากรูปแบบการสอนภาษาไทยร่วมกับแบบฝึกประกอบนิทานเพลง เพื่อส่งเสริมทักษะการคิด กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาวิจัย เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4/3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2555 โรงเรียนเทศบาลวาริน วิชาชาติ อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี จำนวน 35 คน ที่ได้มาจากการคัดเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ดำเนินการทดลองใช้ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2555 ระยะเวลาที่ทดลอง ก.ค. – ส.ค. 2555 จำนวน 25 ชั่วโมง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แบบสอบถามความคิดเห็นต่อการจัด การเรียนการสอนของครูที่สอนภาษาไทย 2) แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรายวิชาภาษาไทย 3) แบบสอบถามความต้องการให้ครูผู้สอนสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ดำเนินการเพื่อพัฒนาการเรียนการสอนที่ส่งผลให้ผู้เรียนมีคุณภาพสูงขึ้น 4) รูปแบบการสอนภาษาไทยร่วมกับแบบฝึกประกอบนิทานเพลง เพื่อส่งเสริมทักษะการคิด สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 5) แบบฝึกประกอบนิทานเพลง เพื่อส่งเสริมทักษะการคิด 6) แบบทดสอบวัดทักษะการคิดก่อนเรียนและหลังเรียน(Pre-test & Post-test) 7 ) แบบวัดความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนสอน โดยใช้รูปแบบการสอนภาษาไทยร่วมกับแบบฝึกประกอบนิทานเพลง เพื่อส่งเสริมทักษะการคิด สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย( ¯x ) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และค่าทีแบบไม่อิสระ ( t-test dependent) ผลการวิจัยพบว่า ผลจากการสอบถามความคิดเห็นของคุณครูด้วยแบบสอบถาม โดยภาพรวมพบว่า ตัวคุณครู ไม่รู้จะสอนเด็กคิดอย่างไร จึงสอนด้วยการบรรยาย การเล่า และสรุปความรู้เอง และขาดแบบฝึกที่ช่วยพัฒนาความคิด เนื่องจากครูหลายท่านไม่ถนัดในเรื่องการทำแบบฝึกและการผลิตสื่อ ไม่มีเวลาผลิตและค้นคว้า ผลจากการสอบถามความคิดเห็นของนักเรียนด้วยแบบสอบถามพบว่านักเรียนมีความคิดเห็น ต่อการปฏิบัติกิจกรรมของครูโดยรวมอยู่ในระดับน้อย โดยมีค่าเฉลี่ย( ¯x ) = 2.44 และ ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) = 0.52 ผู้ปกครองมีความต้องการให้ครูผู้สอนสาระการเรียนรู้ภาษาไทย โรงเรียนเทศบาล วารินวิชาชาติ จัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาทักษะ การฟัง ดู พูด อ่าน เขียน และการสื่อสาร โดยใช้ภาษาไทยเป็นฐาน มากที่สุดคิดเป็นร้อยละ 89.40 รองลงมาคือ จัดการเรียนรู้โดยเน้นการฝึกทักษะการคิด การคิดวิเคราะห์ คิดสังเคราะห์ คิดสร้างสรรค์ แก่นักเรียนให้นักเรียนคิดเป็น ทำเป็น และแก้ปัญหาเป็น คิดเป็นร้อยละ 88.47 รูปแบบการสอนภาษาไทยที่พัฒนาขึ้น มีกิจกรรมการเรียนการสอนแบบ PKIH ประกอบด้วย 6 ขั้นตอนดังนี้ 1) เตรียมความพร้อม 2) ศึกษาข้อมูล 3) แลกเปลี่ยนปฏิบัติ 4) ตรวจวัดความรู้ 5) สรุปสู่จิตนาการ 6) ฝึกซ้ำย้ำทวน และมีกิจกรรมการเรียนการสอน 4 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นที่ 1 P = Play คือ การ เล่นเพื่อกระตุ้นความพร้อมก่อนการเรียนรู้ ขั้นที่ 2 K= Knowledge Work System คือ การสร้างและประมวลความรู้ ขั้นที่ 2.1 = L L R (listen, look, Read) คือการรับรู้จากสื่อด้วยการฟัง ดู และอ่าน ขั้นที่ 2.2 = TTW (Think and Take action, Write) คือ สะท้อนความคิดและแสดงปัญญาและเขียนแสดงความรู้ความคิด ขั้นที่ 2.3 = C (Check) คือ การตรวจสอบความรู้ความถูกต้องในการเรียนรู้ ขั้นที่ 3 I = Imagine คือ การสรุปความรู้เชื่อมโยงสู่จิตนาการ ขั้นที่ 4 H = Home ซึ่งมีค่าประสิทธิภาพ 84.65/86.29 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ (80/80) ผลคะแนนแบบทดสอบวัดทักษะการคิด หลังการเรียนโดยใช้รูปแบบการสอนภาษาไทย ร่วมกับแบบฝึกประกอบนิทานเพลง เพื่อส่งเสริมทักษะการคิด สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.01 นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียน โดยใช้รูปแบบการสอนภาษาไทยร่วมกับแบบฝึก ประกอบนิทานเพลง เพื่อส่งเสริมทักษะการคิด สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยมีค่าเฉลี่ย( ¯x ) = 4.56 และ ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) = 0.58

เขียนโดย SD07449 | 11 ก.ย. 2556

จำนวนผู้เข้าชม 1377 | จำนวนคนโหวต 0 คน

คุณชอบเนื้อหาข่าว/บทความมากน้อยเพียงใด
0.0

ความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความคิดเห็น

  1. โปรดงดเว้นการใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
  2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
  3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
  4. ผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นสามารถร่วมตรวจสอบข้อความที่ไม่เหมาะสมได้ โดยการกดปุ่ม "แจ้งลบ" หรือส่งอีเมลแจ้งมาที่ info@QLF.or.th ซึ่งทีมงานจะทำการตรวจสอบและลบข้อความดังกล่าวโดยเร็วที่สุด
ชื่อ/e-mail ของคุณ
กรุณากรอกรหัสตรวจสอบในช่องว่างให้ถูกต้องตามภาพที่แสดงในภาพ

คลิกเพื่อเปลี่ยนรูปใหม่

กรอกข้อความในรูปภาพที่นี่:  

 
  1. คุณสามารถแสดงความคิดเห็นต่อข่าว/บทความนี้ในครั้งแรกโดยไม่ต้องเข้าสู่ระบบสมาชิก
  2. การแสดงความคิดเห็นครั้งที่ 2 จะต้องเข้าสู่ระบบสมาชิก สสค. หรือเข้าสู่ระบบด้วยบัญชีของเฟสบุ๊กจึงจะทำการแสดงความคิดเห็นได้ และจะมีการโชว์ภาพผู้ใช้ทุกครั้งที่มีการแสดงความคิดเห็น
  3. เพื่อรักษาสิทธิประโยชน์สูงสุดของตัวท่าน กรุณาเข้าสู่ระบบก่อนแสดงความคิดเห็นเพื่อความสะดวกในการติดต่อกลับจาก สสค. ในกรณีที่ท่านได้รับรางวัลหรือสิทธิประโยชน์อื่นๆ

กรุณาเข้าสู่ระบบก่อนแสดงความคิดเห็น

ท่านที่ยังไม่ได้เป็นสมาชิก สสค. โลกแห่งการเรียนรู้ออนไลน์รอคุณอยู่ คลิกที่นี่ เพื่อสมัครสมาชิก สสค.

Web Site Version 2.1.6
ระบบสนับสนุนข่าว