เผยแพร่ผลงานวิชาการ(บทคัดย่อ)

5

เขียนโดย SD00691 | 9 ตุลาคม 2555

 

ผู้รายงาน : นางกนกภรณ์  วงศ์อ้าย

ปีกาศึกษา 2554

บทคัดย่อ 

บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การคำนวณด้วยโปรแกรม Microsoft Excel สำหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2

การศึกษาครั้งนี้  มีวัตถุประสงค์(1) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
(2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
(3) เพื่อศึกษาผลพัฒนาความก้าวหน้าทางการเรียนรู้ของนักเรียนหลังการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
(4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนหลังการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
เรื่อง การคำนวณด้วยโปรแกรม Microsoft Excel สำหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2

กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่  นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/2    โรงเรียนชุมชนบ้านเมืองงาย
ประจำปีการศึกษา 2554  จำนวน 27 คน เป็นนักเรียนชายจำนวน 13 คน 
เป็นนักเรียนหญิงจำนวน 14 คน
โดยการเลือกแบบเจาะจง(Purposive
Sampling)

เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย   บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง
การคำนวณด้วยโปรแกรม Microsoft
Excel สำหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นแบบปรนัย
4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ
แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง
การคำนวณด้วยโปรแกรม Microsoft
Excel  สำหรับชั้นมัธยมศึกษา       ปีที่ 2 
สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ 
ค่าร้อยละ  ค่าเฉลี่ย ( x) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และค่าที (t-test)

 ผลการศึกษาปรากฏ ดังนี้

(1)ประสิทธิภาพของบทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง การคำนวณด้วยโปรแกรม Microsoft Excel ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีค่าประสิทธิภาพบทเรียน(E1/E2 ) เท่ากับ 81.98/80.86 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน
80/80 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด              

(2)ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เรื่อง
การคำนวณด้วยโปรแกรม Microsoft Excel  ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01

(3)คะแนนเฉลี่ยของผลพัฒนาการความก้าวหน้าทางการเรียนของนักเรียนหลังการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
เรื่อง การคำนวณด้วยโปรแกรม Microsoft  Excel มากกว่าร้อยละ 20
 (4) ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนหลังการใช้บทเรียนคอมพิวเตอร์ช่วยสอน
เรื่อง การคำนวณด้วยโปรแกรม Microsoft Excel สำหรับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยเฉลี่ยนักเรียน   ร้อยละ 80 มีความพึงพอใจอยู่ในระดับ มากที่สุด

หมวดหมู่: ข่าวสารสมาชิก
สถานที่: รร.ชุมชนบ้านเมืองงาย
จังหวด: เชียงใหม่
เว็บไซท์:

คุณชอบเนื้อหาข่าว/บทความมากน้อยเพียงใด
4.0

ความคิดเห็น

rungtipsamanrak@gmail.com
21:50 น.
17 ธ.ค. 61 น.

ชื่อเรื่อง ผลการพัฒนาเอกสารประกอบการสอน โดยใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือ เรื่อง พัฒนาการ
ของอาณาจักรอยุธยา รหัสวิชา ส22104 รายวิชาประวัติศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้
สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
โรงเรียนสุรวิทยาคาร จังหวัดสุรินทร์
หน่วยงาน โรงเรียนสุรวิทยาคาร จังหวัดสุรินทร์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 33
ผู้วิจัย นางสาวจีรภา ขาวดี
ปีที่ศึกษา 2560

บทคัดย่อ

การศึกษาครั้งนี้มีความมุ่งหมาย 1) เพื่อพัฒนาเอกสารประกอบการสอน เรื่อง พัฒนาการของอาณาจักรอยุธยา รหัสวิชา ส22104 รายวิชาประวัติศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนและหลังการเรียนโดยใช้เอกสารประกอบการสอน
ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ เรื่อง พัฒนาการของอาณาจักรอยุธยา รหัสวิชา ส22104 รายวิชาประวัติศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 3) เพื่อศึกษาดัชนีประสิทธิผลของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้โดยใช้เอกสารประกอบ
การสอน ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ เรื่อง พัฒนาการของอาณาจักรอยุธยา รหัสวิชา
ส22104 รายวิชาประวัติศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 และ 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
ที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้เอกสารประกอบการสอนและการเรียนรู้แบบกลุ่มร่วมมือ เรื่อง พัฒนาการของอาณาจักรอยุธยา รหัสวิชา ส22104 รายวิชาประวัติศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในศึกษา ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2/5
ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2560 โรงเรียนสุรวิทยาคาร จังหวัดสุรินทร์ สำนักงานเขตพื้นการศึกษามัธยมศึกษา เขต 33 จำนวน 47 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย (Sample Random sampling)
โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยของการสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา มี

แจ้งลบ ตอบกลับ 0

บุญมา ชุษณะวัคคีย์
21:41 น.
27 มิ.ย. 61 น.

บทคัดย่อ

การศึกษา เรื่อง การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานบ้าน) โดยใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติม สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของหนังสืออ่านเพิ่มเติม กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานบ้าน) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านไทรงาม ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานบ้าน) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านไทรงาม ระหว่างก่อนและหลังการใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติม สาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานบ้าน) 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านไทรงาม ที่มีต่อหนังสืออ่านเพิ่มเติมกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานบ้าน) ประชากรที่ใช้ในการศึกษา เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านไทรงาม ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2560 จำนวน 12 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา 1) หนังสืออ่านเพิ่มเติม กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานบ้าน) โดยแบ่งเนื้อหาออกเป็น 5 เล่ม พร้อมทั้งแบบทดสอบท้ายเล่มหนังสืออ่านเพิ่มเติม เล่มละ 10 ข้อ รวมทั้งสิ้นจำนวน 50 ข้อ 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานบ้าน) จำนวน 30 ข้อ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านไทรงาม หนังสืออ่านเพิ่มเติม กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานบ้าน) สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบสมมติฐานใช้ t-test (Dependent Samples)
ผลการศึกษาพบว่า
1. หนังสืออ่านเพิ่มเติม กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานบ้าน)ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านไทรงาม มีประสิทธิภาพเท่ากับ 88.32/89.16 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ ที่กำหนดคือ 80/80 แสดงว่า หนังสืออ่านเพิ่มเติม กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (งานบ้าน) ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านไทรงาม มีประสิทธิภาพเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้
2. นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านไทรงาม ที่เรียนโดยใช้หนังสืออ่านเพิ่มเติมกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี (

แจ้งลบ ตอบกลับ 0
cat_2505

บงกช วิลาศรี
17:28 น.
13 ม.ค. 61 น.

​ชื่อเรื่อง รายงานการวิจัยการพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ผ่านสื่อมัลติมีเดียตามแนวคิดทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ ที่เสริมสร้างกระบวนการคิดวิเคราะห์วิชาภาษาไทย สำหรับ

นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑
ผู้วิจัย นางบงกช วิลาศรี
ปีที่วิจัย ๒๕๕๘
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ ๑) เพื่อออกแบบและพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ผ่านสื่อมัลติมีเดียตามแนวคิดทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ ที่เสริมสร้างกระบวนการคิดวิเคราะห์วิชาภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ ๒) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนตามรูปแบบ การเรียนรู้ผ่านสื่อมัลติมีเดียตามแนวคิดทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ ที่เสริมสร้างกระบวนการคิดวิเคราะห์วิชาภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ กับรูปแบบการเรียนรู้แบบปกติ ๓) เพื่อเปรียบเทียบทักษะการคิดวิเคราะห์ของผู้เรียนตามรูปแบบการเรียนรู้ผ่านสื่อมัลติมีเดียตามแนวคิดทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ ที่เสริมสร้างกระบวนการคิดวิเคราะห์วิชาภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ กับรูปแบบการเรียนรู้แบบปกติ ขั้นตอนในการพัฒนา มี ๕ ขั้น ได้แก่ ๑) การศึกษารูปแบบการเรียนรู้ ๒) การออกแบบรูปแบบการเรียนรู้ ๓) การพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ ๔) การทดลองใช้เพื่อหาประสิทธิภาพของรูปแบบการเรียนรู้ ๕) การประเมินผลรูปแบบการเรียนรู้ กลุ่มตัวอย่าง มี ๒ กลุ่ม ได้แก่ ๑) กลุ่มผู้เชี่ยวชาญ จำนวน ๑๒ คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง แบ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านรูปแบบการเรียนรู้ จำนวน ๖คน ผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อหาและการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ จำนวน ๓ คน ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคและวิธีการ จำนวน ๓ คน ๒) กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ โรงเรียนบ้านลานวิทยาคม จำนวน ๒ กลุ่ม กลุ่มที่เรียนด้วยรูปแบบการเรียนรู้ผ่านสื่อมัลติมีเดียตามแนวคิดทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ ที่เสริมสร้างกระบวนการคิดวิเคราะห์วิชาภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ จำนวน ๒๗ คน และกลุ่มที่เรียนด้วยรูปแบบการเรียนรู้แบบปกติ จำนวน ๒๗ คน ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ ๑) ร่างรูปแบบการเรียนรู้ ๒) แบบสอบถามด้านความเหมาะสมของรูปแบบที่มีค่าความเชื่อมั่น ๐.๘๑ แบบสอบถามด้านเนื้อหาและการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ที่มีค่าความเชื่อมั่น ๐.๘๓ และแบบสอบถามด้านเทคนิคและวิธีการที่มีค่าความเชื่อมั่น ๐.๙๐ ๓) แผน

แจ้งลบ ตอบกลับ 0

บงกช วิลาศรี
17:21 น.
13 ม.ค. 61 น.

​ชื่อเรื่อง รายงานการวิจัยการพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ผ่านสื่อมัลติมีเดียตามแนวคิดทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ ที่เสริมสร้างกระบวนการคิดวิเคราะห์วิชาภาษาไทย สำหรับ
นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑
ผู้วิจัย นางบงกช วิลาศรี
ปีที่วิจัย ๒๕๕๘
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ ๑) เพื่อออกแบบและพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ผ่านสื่อมัลติมีเดียตามแนวคิดทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ ที่เสริมสร้างกระบวนการคิดวิเคราะห์วิชาภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ ๒) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนตามรูปแบบ การเรียนรู้ผ่านสื่อมัลติมีเดียตามแนวคิดทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ ที่เสริมสร้างกระบวนการคิดวิเคราะห์วิชาภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ กับรูปแบบการเรียนรู้แบบปกติ ๓) เพื่อเปรียบเทียบทักษะการคิดวิเคราะห์ของผู้เรียนตามรูปแบบการเรียนรู้ผ่านสื่อมัลติมีเดียตามแนวคิดทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ ที่เสริมสร้างกระบวนการคิดวิเคราะห์วิชาภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ กับรูปแบบการเรียนรู้แบบปกติ ขั้นตอนในการพัฒนา มี ๕ ขั้น ได้แก่ ๑) การศึกษารูปแบบการเรียนรู้ ๒) การออกแบบรูปแบบการเรียนรู้ ๓) การพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ ๔) การทดลองใช้เพื่อหาประสิทธิภาพของรูปแบบการเรียนรู้ ๕) การประเมินผลรูปแบบการเรียนรู้ กลุ่มตัวอย่าง มี ๒ กลุ่ม ได้แก่ ๑) กลุ่มผู้เชี่ยวชาญ จำนวน ๑๒ คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง แบ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านรูปแบบการเรียนรู้ จำนวน ๖คน ผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อหาและการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ จำนวน ๓ คน ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคและวิธีการ จำนวน ๓ คน ๒) กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ โรงเรียนบ้านลานวิทยาคม จำนวน ๒ กลุ่ม กลุ่มที่เรียนด้วยรูปแบบการเรียนรู้ผ่านสื่อมัลติมีเดียตามแนวคิดทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ ที่เสริมสร้างกระบวนการคิดวิเคราะห์วิชาภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ จำนวน ๒๗ คน และกลุ่มที่เรียนด้วยรูปแบบการเรียนรู้แบบปกติ จำนวน ๒๗ คน ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ ๑) ร่างรูปแบบการเรียนรู้ ๒) แบบสอบถามด้านความเหมาะสมของรูปแบบที่มีค่าความเชื่อมั่น ๐.๘๑ แบบสอบถามด้านเนื้อหาและการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ที่มีค่าความเชื่อมั่น ๐.๘๓ และแบบสอบถามด้านเทคนิคและวิธีการที่มีค่าความเชื่อมั่น ๐.๙๐ ๓) แผนการจัดก

แจ้งลบ ตอบกลับ 0

บงกช วิลาศรี
14:19 น.
6 ม.ค. 61 น.

ชื่อเรื่อง รายงานการวิจัยการพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ ผ่านสื่อมัลติมีเดียตามแนวคิดทฤษฎี
คอนสตรัคติวิสต์ ที่เสริมสร้างกระบวนการคิดวิเคราะห์ วิชาภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑
ผู้วิจัย นางบงกช วิลาศรี ปีที่วิจัย ๒๕๕๘
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ ๑) เพื่อออกแบบและพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ผ่านสื่อมัลติมีเดียตามแนวคิดทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ที่เสริมสร้างกระบวนการคิดวิเคราะห์วิชาภาษาไทยสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ ๒) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนตามรูปแบบการเรียนรู้ผ่านสื่อมัลติมีเดียตามแนวคิดทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ ที่เสริมสร้าง กระบวนการคิดวิเคราะห์วิชาภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ ๑ กับรูปแบบการเรียนรู้แบบปกติ ๓) เพื่อเปรียบเทียบทักษะการคิดวิเคราะห์ของผู้เรียนตามรูปแบบการเรียนรู้ผ่านสื่อมัลติมีเดียตามแนวคิดทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์ ที่ เสริมสร้างกระบวนการคิดวิเคราะห์วิชาภาษาไทย สำหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ กับรูปแบบการเรียนรู้แบบปกติ ขั้นตอนในการพัฒนา มี ๕ ขั้น ได้แก่ ๑) การศึกษารูปแบบการเรียนรู้ ๒) การออกแบบรูปแบบการเรียนรู้ ๓) การพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ ๔) การทดลองใช้เพื่อหาประสิทธิภาพของรูปแบบการเรียนรู้ ๕) การประเมินผลรูปแบบการเรียนรู้กลุ่ม ตัวอย่าง มี ๒ กลุ่ม ได้แก่ ๑) กลุ่มผู้เชี่ยวชาญ จำนวน ๑๒ คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง แบ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านรูปแบบการเรียนรู้ จำนวน ๖คน ผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อหาและการจัด กิจกรรมการเรียนรู้ จำนวน ๓ คน ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคนิคและ วิธีการ จำนวน ๓ คน ๒) กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ ๑ โรงเรียนบ้านลานวิทยาคม จำนวน ๒ กลุ่ม กลุ่ม ที่เรียนด้วยรูปแบบการเรียนรู้ผ่านสื่อมัลติมีเดียตามแนวคิดทฤษฎี คอนสตรัคติวิสต์ ที่เสริมสร้างกระบวนการคิดวิเคราะห์วิชา ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๑ จำนวน ๒๗ คน และกลุ่มที่เรียนด้วยรูปแบบการเรียนรู้แบบปกติ จำนวน ๒๗ คน ได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ ๑) ร่างรูปแบบการเรียนรู้ ๒) แบบสอบถามด้านความเหมาะสมของรูปแบบที่มีค่าความเชื่อมั่น ๐.๘๑ แบบสอบถามด้าน เนื้อหาและการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ที่มีค่าความเชื่อมั่น ๐.๘๓ และแบบสอบถามด้านเทคนิคและวิธีการท

แจ้งลบ ตอบกลับ 0

แสดงความคิดเห็น

โปรดอ่านกฎกติกาก่อนแสดงความคิดเห็น

  1. โปรดงดเว้นการใช้คำหยาบคาย ส่อเสียด ดูหมิ่น กล่าวหาให้ร้าย สร้างความแตกแยก หรือกระทบถึงสถาบันอันเป็นที่เคารพ
  2. ทุกความคิดเห็นไม่เกี่ยวข้องกับผู้ดำเนินการเว็บไซต์ และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมายได้
  3. ทีมงานเว็บมาสเตอร์ขอสงวนสิทธิในการลบความคิดเห็น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความคิดเห็นนั้น
  4. ผู้ร่วมแสดงความคิดเห็นสามารถร่วมตรวจสอบข้อความที่ไม่เหมาะสมได้ โดยการกดปุ่ม "แจ้งลบ" หรือส่งอีเมลแจ้งมาที่ info@QLF.or.th ซึ่งทีมงานจะทำการตรวจสอบและลบข้อความดังกล่าวโดยเร็วที่สุด
ชื่อ/e-mail ของคุณ
กรุณากรอกรหัสตรวจสอบในช่องว่างให้ถูกต้องตามภาพที่แสดงในภาพ

คลิกเพื่อเปลี่ยนรูปใหม่

กรอกข้อความในรูปภาพที่นี่:  

 
  1. คุณสามารถแสดงความคิดเห็นต่อข่าว/บทความนี้ในครั้งแรกโดยไม่ต้องเข้าสู่ระบบสมาชิก
  2. การแสดงความคิดเห็นครั้งที่ 2 จะต้องเข้าสู่ระบบสมาชิก สสค. หรือเข้าสู่ระบบด้วยบัญชีของเฟสบุ๊กจึงจะทำการแสดงความคิดเห็นได้ และจะมีการโชว์ภาพผู้ใช้ทุกครั้งที่มีการแสดงความคิดเห็น
  3. เพื่อรักษาสิทธิประโยชน์สูงสุดของตัวท่าน กรุณาเข้าสู่ระบบก่อนแสดงความคิดเห็นเพื่อความสะดวกในการติดต่อกลับจาก สสค. ในกรณีที่ท่านได้รับรางวัลหรือสิทธิประโยชน์อื่นๆ

กรุณาเข้าสู่ระบบก่อนแสดงความคิดเห็น

ท่านที่ยังไม่ได้เป็นสมาชิก สสค. โลกแห่งการเรียนรู้ออนไลน์รอคุณอยู่ คลิกที่นี่ เพื่อสมัครสมาชิก สสค.

Web Site Version 2.1.6
ระบบสนับสนุนข่าว